วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Spirited Away

Spirited Away

Man of Steel

Man of Steel

X-Men: First Class

ผมอยากจะพูดถึงอเมริกาและเหตุผลว่าทำไมผมถึงเล่นกีฬามวยปล้ำมาร์ค ชูลท์ซ (แชนนิง ตาตั้มกล่าวบนเวทีในหอประชุมของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งท่ามกลางเหล่าเด็กนักเรียน ซึ่งสีหน้าสะท้อนส่วนผสมระหว่างอารมณ์เบื่อหน่ายกับความไม่ยี่หระ แม้กระทั่งเมื่อเขาชูเหรียญทองโอลิมปิกขึ้นอวด นี่ไม่ใช่แค่เหรียญทองธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แทนความมุ่งมั่น บากบั่น” บางทีสาเหตุอาจเป็นเพราะมาร์คไม่ใช่นักพูดฝีปากคมคาย มีเสน่ห์ดึงดูดใจ หรือบางทีอาจเป็นเพราะมวยปล้ำหาใช่กีฬายอดฮิตที่ใครๆ ก็สนใจอยากเจริญรอยตาม

ในหนังสูตรสำเร็จทั่วไป การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาครองอาจถือเป็นจุดสิ้นสุด เป็นบทสรุปแห่งความสำเร็จและความพากเพียร แต่ในหนังเรื่อง Foxcatcher ผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของ เบนเน็ต มิลเลอร์ เหรียญดังกล่าวหาได้แตกต่างจากบรรดาถ้วยรางวัลทั้งหลายที่เรียงรายอยู่บนชั้นวางในห้องพักแคบๆ ของมาร์ค มันนำมาซึ่งเกียรติยศ ชื่อเสียง และความรุ่งโรจน์เพียงชั่วครู่ อเมริกาเคี้ยวบดมาร์คจนละเอียด ก่อนจะบ้วนเขาทิ้งให้ลอยคว้างอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งทุกคนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอด โลกที่เขาต้องไปปราศรัยในโรงเรียนประถมเพื่อแลกกับเช็คมูลค่า 20 เหรียญ ฝึกซ้อมในโรงยิมเก่าๆ และกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิต

เงินเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มาร์คตกลงใจรับข้อเสนอของ จอห์น ดู ปองต์ (สตีฟ คาเรลในการเข้าร่วมทีมมวยปล้ำฟ็อกซ์แคตเชอร์ ช่องว่างระหว่างสถานะทางสังคมของบุคคลทั้งสองปรากฏชัดเจนนับตั้งแต่มาร์คเหยียบเท้าเข้ามาในคฤหาสน์หลังมโหฬารของ ดู ปองต์ ในเพนซิลวาเนีย รูปร่างอันแข็งแรง ใหญ่โตของเขาดูเล็กลงถนัดตาในห้องเพดานสูง ประดับตกแต่งอย่างหรูหราด้วยภาพเขียนจำนวนมาก ตู้โชว์ และชั้นหนังสือ ท่าเดินกระย่องกระแย่งและโค้งตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเหมือนมนุษย์ยุคหินของเขาดูแปลกแยกจากสภาพแวดล้อม หลังจากนั้น คนดูก็จะเห็นการเปรียบเทียบอื่นๆ ตามมาอีก เช่น โรงยิมที่กว้างขวางขึ้น ใหม่เอี่ยม และติดไฟสว่างไสว เช็คมูลค่า 10,000 เหรียญเพื่อเป็นรางวัลสำหรับชัยชนะในการแข่งขันชิงแชมป์โลก และการพูดปราศรัยท่ามกลางแขกเหรื่อในแวดวงไฮโซ

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มาร์คตัดสินใจรับข้อเสนอของจอห์น คือ ความปรารถนาที่จะก้าวออกจากเงื้อมเงาของพี่ชาย เดวิด ชูลท์ซ (มาร์ค รัฟฟาโลซึ่งเป็นนักมวยปล้ำเหรียญทองโอลิมปิกเช่นกัน แต่เก่งกาจกว่าในแง่กลยุทธ์ รวมไปถึงวุฒิภาวะ และทักษะในการปรับตัวเข้ากับสังคม เขาลงหลักปักฐานด้วยการแต่งงานมีลูกมีเมีย มีอาชีพการงานมั่นคง (เป็นโค้ชสอนมวยปล้ำขณะที่มาร์คยังคงครองตัวเป็นโสด และชีวิตก็ดูจะวนเวียนอยู่กับแค่กีฬามวยปล้ำ โดยปราศจากความสนใจอื่นๆ ที่จะมาช่วยเติมเต็มให้เขาเติบโตสู่วัยผู้ใหญ่ได้อย่างราบรื่น มาร์คแทบไม่ต่างอะไรกับเด็กโข่งที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งพอ มีพรสวรรค์พอ แต่ลึกๆ แล้วยังไม่อาจก้าวข้ามภาวะพึ่งพิงและลุกขึ้นมายืนบนลำแข้งของตัวเองได้อย่างแท้จริง ทุกครั้งที่เขาประสบปัญหา เดวิดจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เป็นหลักยึดที่มั่นคง แล้วผลักดันเขาให้ก้าวข้ามอุปสรรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะระหว่างการแข่งขันคัดเลือกทีมชาติ เมื่อมาร์คทนรับความปราชัยไม่ได้และตัดสินใจกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจนน้ำหนักเกินกำหนด เขาไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ถ้ำที่ถนัดใช้กำลัง ใช้กล้ามเนื้อ และรับมือกับปัญหาด้วยการตบต่อยหน้าตัวเอง หรือกระทั่งเอาหัวโขกกระจก (ในฉากหนึ่ง จอห์น ดู ปองต์ ด่ามาร์คว่าเป็น “ลิงยักษ์เนรคุณ”) แทนการใช้สมองซึ่งเป็นจุดเด่นของเดวิด

เบนเน็ตเริ่มปูพื้นความสัมพันธ์ระหว่างมาร์คกับเดวิดให้คนดูรับรู้ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องผ่านฉากที่สองพี่น้องฝึกซ้อมด้วยกันในโรงยิม ฉากดังกล่าวแม้จะมีบทพูดอยู่เพียงน้อยนิด แต่ภาษาร่างกาย และการเคลื่อนไหวของตัวละครทั้งสอง ซึ่งเริ่มต้นจากการยืดกล้ามเนื้อที่ดูผ่อนคลาย ก่อนจะทวีความเข้มข้น รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนดูตระหนักถึงธรรมชาติ ความคับแค้นภายใน ตลอดจนบุคลิกของตัวละครได้อย่างลุ่มลึก มาร์คต้องการจะพิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นนักมวยปล้ำที่เก่งกาจไม่แพ้พี่ชาย แต่การใช้กำลังเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เขาประสบกับชัยชนะ สุดท้ายแล้วเดวิด ซึ่งสุขุม เยือกเย็น และเปี่ยมทักษะกว่า ก็สามารถล้มคว่ำเขาให้ลงไปกองกับพื้น

ความพยายามจะพิสูจน์ตัวเองของมาร์คล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อเขาผละจากอ้อมกอดของพี่ชายไปตกอยู่ใต้อิทธิพลของ จอห์น ดู ปองต์ ซึ่งแม้จะเติบโตมาบนกองเงินกองทอง ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูง แต่กลับโหยหาการยอมรับไม่แพ้กัน ความรู้สึกต่ำต้อยของเขามีต้นกำเนิดมาจากแม่ (วาเนสซา เรดเกรฟที่มองว่ากีฬามวยปล้ำเป็นกีฬาชั้นต่ำ และเธอก็ไม่ต้องการให้ลูกชายลากตัวเอง รวมถึงชื่อเสียงของต้นตระกูลลงไปเกลือกกลั้ว ส่วนกีฬาที่เธอเห็นชอบ ได้แก่ กีฬาชั้นสูงอย่างการขี่ม้า ซึ่งจอห์นไม่มีอารมณ์ร่วมใดๆ ด้วยเลย หลังจากมาร์คคว้าชัยชนะในการแข่งขันชิงแชมป์โลกมาครอง จอห์นได้จัดแจงปลดถ้วยรางวัลแข่งม้าทั้งหลายลงจากชั้นวาง แล้วนำเหรียญทองของมาร์คไปตั้งโชว์แทน และหลังจากแม่ของเขาเสียชีวิตลง จอห์นก็ตรงไปปล่อยบรรดาม้าพันธุ์ดีทั้งหลายออกจากคอก เนื่องจากพวกมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์แทนความ ไม่เห็นชอบ” ของแม่เขา มาร์ค ชูลท์ซ กับ จอห์น ดู ปองต์ อาจถือกำเนิดในชนชั้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ต่างก็มีจุดร่วมตรงที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้เงื้อมเงาของผู้อื่น

หนังสือเชิงอัตชีวประวัติของ มาร์ค ชูลท์ซ เรื่อง Foxcatcher: The True Story of My Brother’s Murder, John du Pont’s Madness, and the Quest for Olympic Gold สร้างภาพ จอห์น ดู ปองต์ ว่าไม่ต่างจากอสูรกายน่ารังเกียจและขยะแขยง ส่วนสภาวะทางจิตอันผิดปกติของเขา (โรคจิตเภทชนิดหวาดระแวงก็ถูกเน้นย้ำอย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม หนังของ เบนเน็ต มิลเลอร์ ลดทอนแง่มุมดังกล่าว พร้อมกับเติมความเป็นมนุษย์เพิ่มเข้าไป แน่นอน คนดูยังรู้สึกถึงความไม่ปกติของตัวละครนี้ได้อย่างชัดเจน แต่ในเวลาเดียวก็รู้สึกสมเพช เวทนามากกว่าเกลียดชัง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาพยายามจะสอนมวยปล้ำให้เหล่านักกีฬาในทีม ซึ่งยอมเออออเล่นตามบทเพราะพวกเขาแบมือรับเงินเดือนจากมหาเศรษฐีผู้นี้ หรือตอนที่เขาแข่งมวยปล้ำชนะโดยมีลูกน้องคอยจ่ายสินบนเพื่อให้ล้มมวยอยู่หลังเวที และเมื่อเขานำถ้วยรางวัลดังกล่าวกลับมาอวดแม่ ก็ถูกตอกกลับอย่างเจ็บปวดว่า “ก็แกให้เงินสนับสนุนโปรแกรมนี้

ในฉากหนึ่งจอห์นสารภาพกับมาร์คว่า ตอนเด็กๆ เพื่อนเพียงคนเดียวของเขา คือ ลูกชายคนขับรถ ซึ่งแม่จ้างมาให้เป็นเพื่อนเขา อาจกล่าวได้ว่าสถานะของมาร์คในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากลูกชายคนขับรถที่จอห์นใช้เงินจ้างมาเป็นเพื่อน โดยลืมไปว่าบางสิ่งบางอย่างก็ไม่อาจซื้อหาด้วยเงินได้ อาทิ ความเคารพนับถือ หรือความรักใคร่ชอบพอ ซึ่งนั่นเป็นสองสิ่งที่จอห์นขาดหายและโหยหามาโดยตลอด แต่กลับสามารถพบเห็นได้รอบๆ ตัวเดวิด บางทีความขุ่นเคืองในจิตใจจอห์นอาจก่อตัวขึ้นจากการตระหนักว่าสิ่งที่เขาพยายามขวนขวายดิ้นรนเพื่อให้ได้มานั้น เดวิดกลับมีในครอบครองอย่างล้นเหลือ จนเป็นเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่ความรุนแรงในช่วงท้ายเรื่อง... เดวิดเปรียบเหมือนสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึกต่ำต้อยของจอห์น ด้วยเหตุนี้เขาจึงจำเป็นต้องถูกกำจัดทิ้ง

ทั้งมาร์คและจอห์นอาจแชร์ความรู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยวจากสังคม แต่ช่องว่างทางชนชั้นและสถานะเจ้านายกับลูกจ้างของพวกเขาก็ไม่ได้จางหายไปไหน สำหรับจอห์น มาร์คเปรียบได้กับของเล่นราคาแพงอย่างรถถัง ซึ่งเขาใช้เงินซื้อหามาครอบครอง พร้อมอ้างสิทธิว่าจะทำยังไงกับมันก็ได้ ส่วนมาร์คเองก็ยอมเล่นไปตามบทบาท (ต่างกับเดวิด ซึ่งไม่ยินดีที่จะเอาอกเอาใจเจ้านายด้วยการกล่าวยกย่องเชิดชูเขาในหนังสารคดีเพราะมันทำให้เขาได้ลิ้มรสอำนาจและการยอมรับ แม้ว่าทั้งหมดจะเป็นแค่ภาพลวงก็ตาม การได้เข้ามาพักอาศัยและคลุกคลีอยู่ในโลกแห่งอภิสิทธิชนหาได้ทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกดังกล่างอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้ว่ามาร์คถูกสั่งห้ามไม่ให้แวะไปที่คฤหาสน์โดยไม่ได้รับเชิญ พร้อมถูกกำชับหนักหนาให้รักษา “ระยะห่าง” จากแม่ของจอห์น

ถึงแม้ Foxcatcher จะปะหัวตั้งแต่แรกว่า “สร้างจากเรื่องจริง” แต่เช่นเดียวกับข้ออ้างทำนองเดียวกันในหนังอื่นๆ อีกหลายเรื่อง เบนเน็ต มิลเลอร์ และทีมเขียนบทไม่ลังเลที่จะ “ตีความ” หรือ ดัดแปลง” ข้อเท็จจริงตามต้องการ เพื่อสร้างอารมณ์ร่วม ตลอดจนเน้นย้ำประเด็นที่พวกเขาต้องการสื่อสาร ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม มาร์ค ชูลท์ซ ถึงออกมาด่ากราดทีมผู้สร้างโดยเฉพาะมิลเลอร์ว่ากำลังทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศที่เขาสั่งสมมานาน พร้อมทั้งแจกแจงรายละเอียดหลายอย่างที่คลาดเคลื่อนจากความจริง เช่น เขากับพี่ชายไม่เคยอาศัยอยู่ในค่ายฟ็อกซ์แคตเชอร์ในช่วงเวลาเดียวกัน เขาไม่เคยกล่าวสุนทรพจน์ยกย่อง จอห์น ดู ปองต์ แบบในหนัง และที่สำคัญที่สุด เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับ ดู ปองต์ แบบที่หนัง “สื่อนัยยะ” แต่ที่น่าแปลกใจ คือ อาการโกรธไหลย้อนของชูลท์ซใช้เวลาบ่มเพาะอยู่หลายเดือน ทั้งที่เขาเองก็เดินทางไปร่วมงานเปิดตัวที่เมืองคานส์ และย่อมได้ดูหนังฉบับเต็มร่วมกับคนดูคนอื่นๆ อีกมากมาย ทำไมเขาเพิ่งจะมารู้สึกคั่งแค้นเอาตอนนี้ หลังจากเวลาผ่านไปแล้วหลายเดือน ไฟแค้นในใจชูลท์ซดูจะเริ่มปะทุรุนแรงเมื่อเขาได้อ่านบทวิจารณ์หนังสองสามชิ้น ซึ่งพูดถึงประเด็นโฮโมอีโรติกอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับตีความในทำนองว่าเขาอยู่ในสถานะ “เด็ก” ของ จอห์น ดู ปองต์

การตีความดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อพิจารณาจากความจงใจของมิลเลอร์ที่จะนำเสนอหลายๆ ฉากในลักษณะกำกวม ชวนให้คิดลึก เด่นชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นฉากจอห์นตามมาร์คไปซ้อมมวยปล้ำตอนกลางดึก (ช็อตแรกกล้องจับไปยังภาพวาดบนผนังโดยมีเสียงหอบหายใจเป็นแบ็คกราวด์ จากนั้นในช็อตสุดท้ายก็เป็นภาพโคลสอัพใบหน้าไร้อารมณ์ของมาร์ค ขณะนอนคว่ำอยู่ใต้ร่างกายเปื้อนเหงื่อไคลของจอห์น)จากนั้นในฉากถัดมา คนดูจะเห็นมาร์คในสภาพนุ่งน้อยห่มน้อยตัดผมให้จอห์นที่นอกชาน นั่นยังไม่รวมถึงการแปลงโฉมของมาร์คด้วยการไฮไลท์ผมเป็นหย่อมๆ (ซึ่งชูลท์ซตัวจริงยืนยันว่าเขาไม่เคยทำแบบนั้นส่งผลให้เขาดู เกย์” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ตามข้อเท็จจริงแล้ว แง่มุมรักร่วมเพศของ จอห์น ดู ปองต์ หาได้เกิดจากการมโนขึ้นเองล้วนๆ ของทีมผู้สร้างหนัง เพราะมหาเศรษฐีผู้นี้เคยถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าลวนลามทางเพศนักกีฬา รวมถึงครูฝึกสอนในโปรแกรมมวยปล้ำ ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นที่มหาวิทยาลัยวิลลาโนวา และในเวลาเดียวกัน กีฬามวยปล้ำก็อบอวลไปด้วยอารมณ์โฮโมอีโรติกโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว (หนุ่มวัยฉกรรจ์สองคนในชุดผ้ายืดรัดรูปต้องกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันโดยชัยชนะจะตัดสินใจจากว่าฝ่ายใดสามารถกดทับอีกฝ่ายให้นอนติดพื้นได้ก่อนความลุ่มหลงสนใจในกีฬามวยปล้ำของจอห์นอาจไม่ได้เป็นผลมาจากแรงผลักดันรักร่วมเพศ แต่เพราะกีฬามวยปล้ำขับเน้นความเป็นชายและความมีอำนาจ ซึ่งเป็นความปรารถนาสูงสุดสำหรับบุคคลที่ถูกครอบงำโดยแม่ ตลอดจนประวัติศาสตร์ยาวนานของต้นตระกูล แต่ดูเหมือนยิ่งพยายามวิ่งไล่มันเท่าไหร่ เขากลับยิ่งถอยห่างจากเป้าหมายออกไปเรื่อยๆ

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

BAD NEIGHBOURS


neighboursพูดลำบากมาก-ว่า ระหว่างความถ่อย ความเถื่อน ความเสื่อม และความตลก อย่างไหน-มาแรงแซงโค้งกว่ากันในหนังเรื่อง Bad Neighbors (หรือชื่อที่ฉายในอเมริกาเรื่อง Neighbors) เพราะมันถูกระดมและปูพรมใส่คนดูอย่างชนิดไม่ยอมให้ลืมหูลืมตา
นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ผู้ชมไม่ต้องคำนึงเรื่องรสนิยมหรือระดับสติปัญญา และอารมณ์ขันมากกว่าครึ่ง-ก็วนเวียนอยู่กับความลามก สัปดน หยาบโลน และสกปรกโสโครก และแน่นอนว่าดิลโด้มักจะถูกใช้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของหนังตลกประเภทนี้
ว่าไปแล้ว ใครที่ชอบหนังเรื่อง Bad Grandpa ก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ หรืออันที่จริง ใครที่ชอบ Spider-Man 2 ก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะ ‘วุฒิภาวะ’ ของหนังอยู่ในระดับใกล้เคียง
แต่ถึงอย่างนั้น หนังก็ไปไม่ถึงที่สุดในแง่ของความบ้าระห่ำและต่ำตม และในทันทีที่มันพยายามจะทำให้ตัวมันเองมีเนื้อหาสาระขึ้นมา จากร็อตต์ไวเลอร์กระหายเลือด-ก็กลายสภาพเป็นหมาพุดเดิ้ลที่แสนเชื่องในพริบตา

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Wong Kar Wai

สำหรับเราแล้วหนังแต่ละเรื่องคือ postcard 1 ใบ ไม่ใช่หนังสือ 1 เล่มคงมิต้องนิยามความให้เสียเวลาแล้วสำหรับผู้กำกับออเตอร์ (Autuer) ชาวฮ่องกงผู้นี้ (ความจริงหว่องเกิดที่เซี่ยงไฮ้แต่ต้องจากบ้านเกิดมาอยู่ที่ฮ่องกง) ว่าเขามีอิทธิพลต่อวงการหนังเอเชียและโลกถึงขนาดไหน (ล่าสุดเขาได้รับรางวัล Award of Recognition จากงาน Bangkok International Film Festival 2005 ในฐานะบุคคลผู้มีคุณปการต่อวงการภาพยนตร์เอเชีย)

คำถามที่เราเบื่อที่สุดก็คือ หนังของคุณมันเกี่ยวกับอะไรหรือ ถ้าเราเล่าเรื่องได้ดีขนาดนั้น เราจะมาทำหนังทำไมล่ะ!" 

หนังของหว่องกาไวมีเสน่ห์ชวนฝันว่าด้วย ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว ความทรงจำ และ การดำรงอยู่ด้วยความแปลกแยก และเราจะพบว่าหนังของเขาทุกเรื่องของเขามีความเชื่อมโยงกัน (ดังที่เขาว่ามันเป็น postcard 1 ใบ) ในความเหงานั้นมีอะไรที่ทำให้ผู้คนหลงใหลได้ขนาดนั้น?

คงปฏิเสธมิได้ว่ามนุษย์เรามีความเป็น มาโซคิสต์ อยู่ในตัว (ดังเช่นเรื่อง Ichi The Killer บอกไว้ People are inclined to either sadism or masochism but mostly they've got both in them) กล่าวคือเราชอบดูหนังเศร้าซ้ำเติมตัวเราเอง ดูแล้วร้องไห้ ร้องไห้ด้วยน้ำตา ให้น้ำตาไหลรินออก เพื่อให้ความเศร้าจางหายไป แต่หนังหว่องกาไวไม่ใช่หนังเศร้าฟูมฟาย หากเป็นหนังเหงาๆที่มีสิ่งแฝงเร้นซ่อนลึกอยู่ภายใน

ความเหงาอาจจะเป็นด้านตรงข้ามของความรัก ความรักเป็นแรงบันดาลใจ เป็นพลังชีวิตของมวลมนุษย์ แต่ในมุมกลับแล้วความเหงานั้นสำหรับบางคนมันน่าหลงใหล น่ารื่นรมย์กว่าความรักมากนัก! ความเหงาจึงเป็นแรงผลักดันของชีวิต ให้เรามีพลังที่ทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะการไขว่ค้า ค้นหา ค้นหาความรัก

ดังนั้นความรักและความเหงาจึงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่คู่กัน มิใช่ภาคตรงข้าม

เช่นเดียวกันเหตุการณ์และเรื่องราวในหนังของหว่องกาไวก็มิใช่ภาคตรงข้าม หากแต่เป็นเรื่องราวที่ดูจริงเป็นที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับเหล่าตัวละคร (มนุษย์) ในภาพยนตร์ (โลก)

พวกเราจึงพร้อมใจกัน ค้นหา หนังของหว่องกาไว ด้วยแรงบันดาลใจแห่ง ความเหงา นั่นเอง

แด่หัวใจทุกดวงที่หงอยเหงาและเฝ้าคอย

"การที่รักแล้วต้องเจ็บปวด และบาดแผลจากความรักที่ไม่มียาใดรักษาได้ แม้แต่เวลาที่ว่ารักษาได้ทุกอย่าง หัวใจที่แตกสลายก็ยังเป็นข้อยกเว้น"

------------------------------

Wong Kar Wais Filmography
As Tears Go By (1988)
Days of Being Wild (1991)
Ashes of Time (1994)
Chungking Express (1994)
Fallen Angels (1995)
Happy Together (1997)
In the Mood for Love (2000)
2046 (2004)
Eros: The Hand (2004)
The Lady from Shanghai (2005) (announced)

------------------------------

หมายเหตุ 
**อ่านเรื่องของหว่องกาไวและโลกของเขาได้ใน
- หนังสือ เดียวดายอย่างโรแมนติก โลกของหว่องกาไว (นิตยสาร Bioscope)
- จอมยุทธจับฉ่าย โดย นรา
- ลมตะวันออก โดย สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์
- บทความเกี่ยวกับ หว่องกาไว ใน CINEMAG ฉบับพิเศษ Bangkok Film Destival 2001 - Rise of Asain Movies (หน้าปกนางเอกจากเรื่อง What time is it there?) หน้า 52-55 โดย อุทิศ เหมะมูล

**อ่านข่าวและดูรูปงานกินรีทองคำ ที่หว่องกาไวได้รับรางวัลได้ที่
http://www.manager.co.th/entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9480000010148 


วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

แก๊งชะนีกับอีแอบ


“คนสมัยนี้ทำไมดูยากจัง” นิ่ม (อรปรียา หุ่นศาสตร์) ถึงกับสบถออกมาอย่างหงุดหงิดในฉากหนึ่งของหนังเรื่อง แก๊งชะนีกับอีแอบ หลังจากเธอและพรรคพวกไม่สามารถหาหลักฐานชัดๆ มาพิสูจน์ได้ว่า ก้อง (เธียนชัย ชัยสวัสดิ์) เป็นอีแอบและไม่ควรจะแต่งงานกับ แป้ง (มีสุข แจ้งมีสุข) เพื่อนรักของพวกเธอ คาดว่าคำพูดข้างต้นของนิ่มไม่เพียงจะโดนใจบรรดาหญิงสาววิตกจริตทั้งหลาย ที่กำลังนึกสงสัยในตัวแฟนหนุ่ม คนรัก ว่าที่เจ้าบ่าว หรือ “เพื่อนสนิท” ของตนเท่านั้น แต่มันยังน่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากเหล่าชาวเกย์อีกด้วย

เรื่องตลกอยู่ตรงที่ คำว่า “ดูยาก” นั้นไม่ได้หมายถึงเกย์สมัยนี้ “แอ๊บแมน” เก่งขึ้น แต่เป็นเพราะผู้ชายยุคนี้ “แต๋วแตก” มากขึ้นต่างหาก

ปรากฏการณ์ “เมโทรเซ็กช่วล” ซึ่งเป็นชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ เริ่มทำให้ “เกย์ดาร์” ของเหล่ารักร่วมเพศเกิดอาการแปรปรวนและทำงานไม่แม่นยำเช่นเคย ทุกวันนี้ ผู้ชายที่แต่งตัวเนี้ยบ ทำผมหวือหวา ออกกำลังกายในฟิตเนส และดูแลสภาพผิวของตนอย่างทะนุถนอม หาใช่เกย์เสมอไป ยิ่งไปกว่านั้น ความคลุมเครือดังกล่าวยังเริ่มกินความครอบคลุมไปถึงรสนิยม บุคลิก น้ำเสียง และภาษาท่าทางอีกด้วย

เพราะเหตุนี้เอง แบบทดสอบต่างๆ นาๆ ซึ่งพี่บี๋ (ไมเคิล เชาวนาศัย) แนะนำกับกลุ่มแก๊งชะนี จึงไม่อาจยืนยันอะไรให้แน่ชัดลงไปได้ ความจริง มันออกจะเชยหรือตกรุ่นไปแล้วด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับแนวคิด “เกย์สวมตุ้มหู” กับ “เกย์นิ้วก้อยกระดก” ของพวกสาวๆ นั่นแหละ หนังสามารถเฉลยให้ก้องเป็นหรือไม่เป็นอีแอบได้มากพอๆ กัน โดยคนดูจะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแม้เพียงนิด เนื่องจากมาตรฐานความเป็นชายได้เปลี่ยนแปลงไปมากและจะเปลี่ยนแปลงต่อไปอีกไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ บทสรุปของหนังจึงหาใช่บทพิสูจน์ว่าแบบทดสอบของพี่บี๋เชื่อถือได้ ตรงกันข้าม มันเพียงแต่แสดงให้เห็นว่าพวกแก๊งชะนี “โชคดี” เท่านั้น

แน่นอน แบบทดสอบดังกล่าวจะเชื่อถือได้อย่างไรในเมื่อมันกำลังสับสนบทบาททางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องภายนอก กับรสนิยมทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องภายใน

ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ความเป็นชาย หรือพฤติกรรมที่สังคมยอมรับว่ามีความเป็นชายมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย สไตล์บางอย่างที่ถูกมองว่ามีความเป็นหญิงในปัจจุบันอาจเคยเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ชายยุคโบราณ เช่น การแต่งหน้า การสวมเครื่องประดับ หรือการเข้าถึงดนตรีและศิลปะ แต่เมื่อแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นหญิงเริ่มกินพื้นที่ครอบคลุมพฤติกรรมต่างๆ มากขึ้น สิ่งที่ได้รับการยอมรับว่า “แมน” ก็เริ่มถูกจำกัดมากขึ้นด้วย ผู้ชายคนใดร้องว้าย หรือกันคิ้ว หรือนิ้วก้อยกระดกเวลายกแก้วน้ำขึ้นดื่มจะถูกมองอย่างสงสัยว่าเป็นเกย์ ซึ่งผูกพันกับความเป็นหญิงอย่างแน่นแฟ้นในทันที รวมไปถึงการทาครีมบำรุงผิว สวมเสื้อผ้าพอดีตัว หรือการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผย

เมโทรเซ็กช่วลเปรียบเสมือนปฏิกิริยาตอบโต้ปรากฏการ์ดังกล่าว ผู้ชายบางคนอาจรู้สึกเหมือนถูกกักขังอยู่ในขอบเขตอันคับแคบแห่งบทบาททางเพศ จึงพยายามเดินไต่ไปบนเส้นแบ่งที่เลือนลางลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันผู้หญิงเองก็เริ่มรุกคืบเข้ามาในขอบเขตของเพศชายมากขึ้น เมื่อพวกเธอทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้และมีทัศนคติแข็งกร้าวในเรื่องเพศ

จะว่าไปแล้ว กลุ่มแก๊งชะนีในหนังก็ดูไม่ต่างจากกลุ่มสี่สาวใน Sex and the City เท่าไหร่ พวกเธออาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ มีอาชีพการงานมั่นคง มีเงินจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย และกล้าจะเป็นฝ่ายรุกในเกมแห่งเพศ ดังเช่นกรณีของนิ่มและ เจ๊ฝ้าย (พิมลวรรณ ศุภยางค์) ในคืนวันลอยกระทง โดยสำหรับรายแรก บทสรุปดังกล่าวถือว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เมื่อพิจารณาจากลักษณะงานของเธอ (ช่วงต้นเรื่อง คนดูจะเห็นเธอถ่ายเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ช่วยตัวเองของผู้หญิงไปให้เพื่อนสาว ส่วนในช่วงกลางเรื่อง คนดูก็จะเห็นโต๊ะทำงานของเธอซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์ช่วยตัวเองและตำราท่าร่วมเพศ)

วิบากกรรมของพวกแก๊งชะนี (ความยากลำบากในการแยกแยะว่าผู้ชายคนไหนเป็นเกย์ หรือไม่ได้เป็นเกย์) เปรียบเสมือนการเล่นตลกของชะตากรรม กล่าวคือ การรุกคืบของผู้หญิงยุคใหม่ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุแห่งปรากฏการณ์เมโทรเซ็กช่วล (นอกเหนือจากวัฒนธรรมบริโภคนิยม) ซึ่งต่อมาได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างผู้ชายกับเกย์ ที่เป็นเหมือนต้นแบบของเมโทรเซ็กช่วลอีกที ค่อยๆ เลือนลางลงอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อต้องเลือกระหว่าง เรโทรเซ็กช่วล (retrosexual) หรือผู้ชายยุคเก่า (คุณสมบัติสำคัญได้แก่ หลีกเลี่ยงความเป็นหญิงทุกรูปแบบ แสดงออกทางอารมณ์อย่างจำกัด ไขว่คว้าความสำเร็จและสถานะ พึ่งพิงตนเอง เข้มแข็ง ก้าวร้าว และเกลียดกลัวรักร่วมเพศ) กับเมโทรเซ็กช่วล ดูเหมือนบรรดาผู้หญิงยุคใหม่จะยังพิสมัยฝ่ายแรกมากกว่า เห็นได้จากทัศนคติของ ป๋อม (พัชรศรี เบญจมาศ) ตอนเห็น ออฟ (ดาวิเด โดริโก้) แต่งตัวเต็มยศเพื่อหวังจะเอาชนะใจเธอ หรือบุคลิกของบรรดาตัวละครผู้ชายคนอื่นๆ ที่พวกแก๊งชะนีหลงรักอย่าง เคนจัง (ยาโน คาซูกิ) พี่โจ้ (กนิษฐ์ สารสิน) และ เฮียเพ้ง (มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร) ซึ่งล้วนแตกต่างจากก้องเหมือนมาจากดาวคนละดวง โดยในกรณีของพี่โจ้ เราจะเห็นความแตกต่างดังกล่าวอย่างชัดเจนในฉากที่เขาและก้องไปเดินช็อปปิ้งยกทรงเป็นเพื่อนผู้หญิง โดยคนหนึ่งจะแสดงความเห็นและอารมณ์เพียงน้อยนิด ด้วยใบหน้าเบื่อๆ เซ็งๆ เล็กน้อย ขณะที่อีกคนกลับหยอกล้อและสะดวกใจในการหยิบจับโน่นนี่โดยไม่เขินอาย

มาร์ค ซิมป์สัน นักข่าวชาวอังกฤษผู้คิดค้นคำว่าเมโทรเซ็กช่วลขึ้นเคยเขียนว่าวิธีจับแอบเมโทรเซ็กช่วลนั้นง่ายนิดเดียว นั่นคือ เพียงแค่ “มองดู” พวกเขา เพราะความเป็นเมโทรเซ็กช่วลนั้นสามารถวัดกันได้ง่ายๆ โดยภาพลักษณ์ภายนอกและพฤติกรรมบางอย่าง มันเป็นเรื่องของการท้าทายบทบาททางเพศดั้งเดิม (ผู้ชายต้องเล่นหุ่นยนต์ ผู้หญิงต้องเล่นตุ๊กตา ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ผู้หญิงต้องอ่อนไหว ฯลฯ) มันเป็นเรื่องของการหลงตัวเอง มันเป็นเรื่องของไลฟ์ สไตล์ ซึ่งไม่ซับซ้อนและยากต่อการจัดแบ่งประเภทมากเท่ารสนิยมหรือตัวตนทางเพศ

พวกแก๊งชะนีเองก็ดูเหมือนจะตระหนักดีในระดับหนึ่งว่า หลักฐานทุกอย่างที่พวกเธอได้มานั้นเพียงแค่พิสูจน์ให้เห็นว่าก้องเป็นเมโทรเซ็กช่วล หาใช่โฮโมเซ็กช่วล ดังนั้น พวกเธอจึงไม่กล้าเอ่ยปากบอกแป้งตรงๆ ถ้าคุณลักษณะภายนอกสามารถบ่งชี้ตัวตนภายในได้แล้วละก็ เดวิด เบคแฮม คงใกล้เคียงกับรักร่วมเพศมากกว่าสองตัวเอกใน Brokeback Mountain อยู่หลายช่วงตัว

แล้วข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ “รักร้อน” ในห้องล็อกเกอร์สมัยที่ก้องยังเป็นเด็กอยู่ล่ะ พอจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของรักร่วมเพศได้ไหม

อาจจะได้ แต่ก็เบาหวิวเหลือทน

เซ็กซ์ระหว่างเด็กชายวัยรุ่นถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยๆ ในโรงเรียนชายล้วน แบบสำรวจพฤติกรรมทางเพศของต่างประเทศก็เคยระบุว่าผู้ชายแท้ๆ หรือ heterosexual เกินครึ่งล้วนเคยมีประสบการณ์รักร่วมเพศมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เราต้องยอมรับ ก็คือ ในปัจจุบันตัวตนทางเพศดูเหมือนจะเริ่มแบ่งแยกให้ชัดเจนได้ยากขึ้นทุกที

จากงานเขียนของ ไมเคิล บาร์ทอส ในหนังสือ Meaning of Sex Between Men ผู้ชายหลายคน ขณะถูกสัมภาษณ์สำหรับงานวิจัยเรื่องเอดส์ ไม่เรียกตัวเองว่ารักร่วมเพศ ถึงแม้เขาจะเคยแอบหลบเมียและลูกๆ ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเป็นครั้งคราว โดยผู้ถูกสัมภาษณ์คนหนึ่งกล่าวว่า “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรที่ผมจะมีเซ็กซ์กับผู้ชายเป็นครั้งคราว สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือ ผมแต่งงานแล้วและมีความสุขกับชีวิต... กิจกรรมยามบ่ายในบางวันของผมไม่ใช่ธุระกงการของใคร” อีกคนปฏิเสธการถูกตีตราว่าเป็นรักร่วมเพศอย่างชัดเจนกว่า “ผมไม่ใช่เกย์ เพศสัมพันธ์กับผู้ชายเป็นสิ่งที่ผมทำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ มันกินเวลาในชีวิตของผมเพียงน้อยนิด ส่วนเวลาที่เหลือผมเป็นผู้ชายรักต่างเพศธรรมดาที่แต่งงานแล้วและมีครอบครัว”

พวกเขาเป็นอีแอบที่ไม่ยอมรับความจริงใช่ไหม แล้วคนที่ตีตราตัวเองว่าเป็นไบเซ็กช่วลล่ะ พวกเขากำลังหลอกตัวเองด้วยหรือเปล่า ถ้าการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายทำให้คุณเป็นรักร่วมเพศ งั้นบรรดาผู้ชายขายตัวในบาร์เกย์ก็ย่อมต้องเป็นรักร่วมเพศทั้งหมดน่ะสิ

ต่อประเด็น “ตัวตนแห่งรักร่วมเพศ” หนังเรื่อง แก๊งชะนีกับอีแอบ ดูเหมือนจะตั้งตนอยู่กึ่งกลางระหว่างสองแนวคิดหลัก คือ essentialist (เชื่อว่าตัวตนทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ มีมาแต่กำเนิด เป็นอิสระจากวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม) กับ constructionist (เชื่อว่าตัวตนทางเพศนั้นยืดหยุ่นได้ โดยมีผลมาจากสภาพสังคม อิทธิพลภายนอกและวัฒนธรรม) กล่าวคือ มันให้ความสำคัญต่อการสืบเชื้อสายทางกรรมพันธุ์ (มีคุณน้าเป็นเกย์สาวที่ชอบจัดดอกไม้) มากพอๆ กับประสบการณ์ฝังใจ (รักร้อนในห้องล็อกเกอร์) และเมื่อก้องมาขอความช่วยเหลือจากพี่บี๋และป๋อมเพราะเขารู้สึกสับสน ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็น “อะไร” กันแน่ คำตอบที่เขาได้รับก็มีทั้ง “ต้องลองดู” (แล้วเธอจะบอกได้เองจากประสบการณ์) และ “เธอรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องการอะไร เพียงแต่เธอจะยอมรับมันหรือเปล่าเท่านั้น” (มันอยู่ข้างในตัวเธอมาตั้งแต่แรกแล้ว)

จนถึงจุดนี้ หนังยังคงไม่ปล่อยให้คนดูปักใจเชื่อฟากใดฟากหนึ่งอย่างจริงจัง ก้องสามารถจะเป็นเกย์ หรือไม่เป็นเกย์ได้มากพอๆ กัน แต่การที่หนังเลือกจะจบแบบที่คนดูได้เห็นดูเหมือนจะช่วยลดแรงกระแทกต่อพฤติกรรมยุ่งเรื่องชาวบ้านของแก๊งชะนีได้ไม่น้อย

การผสมผสานสองแนวคิดหลักเข้าด้วยกันของ แก๊งชะนีกับอีแอบ ทำให้หนังเรื่องนี้ค่อนข้างร่วมสมัยและหัวก้าวหน้ากว่าหนังไทยเกี่ยวกับรักร่วมเพศส่วนใหญ่ ซึ่งมักโน้มเอียงเข้าหาหลักการของ essentialist แบบสุดโต่ง ตั้งแต่ พรางชมพู จนถึงล่าสุด คือ เพลงสุดท้าย (“ถ้าเลือกเกิดได้ หนูคงไม่เลือกเกิดมาเป็นอีกะเทยแบบนี้”) เพราะบางครั้งประเด็นเกี่ยวกับตัวตนทางเพศนั้นก็ซับซ้อนและละเอียดอ่อนเกินกว่าจะระบุบ่งบอกให้ชัดเจน เฉกเช่นบทเปรียบเทียบของแม่แป้งว่า “เกลือ” กับ “น้ำตาล” ไม่สามารถจะทดแทนกันได้

ปัญหาในปัจจุบันหาใช่ว่าเราแทบจะดูไม่ออกว่าเกลือกับน้ำตาลแตกต่างกันอย่างไรเท่านั้น แต่บางครั้งกระทั่งได้ลองชิมไปแล้วก็ยังไม่เห็นความแตกต่างอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

Interstellar


บางครั้งการดูหนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็เหมือนการเล่นรูบิคหรือต่อภาพจิ๊กซอว์ คุณต้องใช้สมาธิและความพยายามมากกว่าปกติในการเชื่อมโยงข้อมูลหลากหลายให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์และ ลงล็อก” พอดิบพอดี จนสุดท้ายย่อมนำไปสู่ความรู้สึกพึงพอใจกึ่งภาคภูมิใจของผู้เล่น/คนดูที่สามารถไขปริศนาได้สำเร็จ

โดยปกติแล้วงานประดิษฐ์อันซับซ้อนและสร้างสรรค์ของโนแลนมักจะอยู่ตรงวิธีเล่าเรื่องมากกว่าตัวเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิธีเล่าเรื่องแบบย้อนหลัง (Memento) สลับและกระโดดข้ามไปมา (The Prestige) หรือซ้อนทับกันหลายชั้น (Inception) แต่สำหรับกรณี Interstellar ดูเหมือนความซับซ้อนที่มักจะช่วยยกระดับผลงานเขาให้อยู่เหนือผลงานสไตล์บล็อกบัสเตอร์ทั่วๆ ไปอย่างหนังชุด Transformers และ The Fast and the Furious คราวนี้ได้ถูกโอนย้ายมายังตัวเรื่องแทนการเล่าเรื่องผ่านวิธีระดมใส่ข้อมูลเกี่ยวกับทฤษฎีฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องหลุมดำ รูหนอน ไปจนถึงมิติที่ 5 เพื่อสร้างความสมจริงให้จินตนาการเกี่ยวกับการเดินทางข้ามระบบสุริยะจักรวาล

พล็อตหลักๆ ของ Interstellar อาจไม่ยากต่อการทำความเข้าใจสักเท่าไหร่สำหรับคนที่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านฟิสิกส์และจักรวาลมากพอตัว แต่คงสร้างอารมณ์งุนงงสับสนได้บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับคนดูชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่เข้าใจทฤษฎีสัมพัทธภาพหรือทฤษฎีควอนตัม หนังดำเนินเหตุการณ์ในโลกอนาคตเมื่อเกิดวิกฤติอาหารขาดแคลน เพราะพืชพันธุ์นอกเหนือจากข้าวโพดไม่อาจเติบโตได้เนื่องจากพายุฝุ่น ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ส่งผลให้ประชากรโลกลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์เต็มที แผนการลับๆ ของนาซา ภายใต้การนำของศาสตราจารย์แบรนด์ (ไมเคิล เคนคือ ส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวดวงอื่นในอีกระบบสุริยะจักรวาลผ่านรูหนอน ซึ่งจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นอย่างลึกลับและถูกจังหวะตรงบริเวณใกล้ดาวเสาร์ โดยเชื่อกันว่าน่าจะเป็นฝีมือของสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่ามนุษย์

ภารกิจส่งยานอวกาศไปสำรวจก่อนหน้าทำให้นาซาได้ข้อมูลว่ามีดาว 3 ดวงโคจรอยู่รอบหลุมดำที่เผ่าพันธุ์มนุษย์อาจสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย ด้วยความบังเอิญ (หรือมีพลังบางอย่างชักนำ?) คูเปอร์ (แม็ทธิว แม็คคอนาเฮย์อดีตนักบินอวกาศที่ผันตัวมาทำไร่ข้าวโพด ค้นพบฐานที่มั่นลับของนาซาและได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำยานเอ็นดัวแรนซ์ออกไปสำรวจดาวทั้งสามพร้อมกับนักบินอวกาศอีกสามคน หนึ่งในนั้น คือ อมีเลีย(แอนน์ แฮทธาเวย์ลูกสาวของแบรนด์ เพื่อเตรียมสร้างอาณานิยมบนดาวซึ่งมีความเป็นไปได้สำหรับการอยู่อาศัยมากที่สุด ขณะเดียวกันแบรนด์ก็จำเป็นต้องไขสมการควบคุมแรงโน้มถ่วงให้สำเร็จ เพื่อนาซาจะได้สามารถส่งสถานีอวกาศขนาดมหึมา บรรทุกมนุษย์บนโลกที่ยังเหลือรอดอยู่ ขึ้นไปยังอวกาศ (แผน A) แต่หากแบรนด์แก้สมการไม่สำเร็จ ทีมเอ็นดัวแรนซ์จะต้องปกป้องมนุษยชาติไม่ให้สูญพันธุ์ด้วยการนำเอ็มบริโอ ซึ่งถูกคัดเลือกอย่างละเอียดเพื่อรับประกันความหลากหลายของสายพันธุ์ ไปยังดาวที่มีโอกาสอยู่อาศัยได้สูงสุดแล้วแพร่พันธุ์มนุษย์รุ่นใหม่ (แผน B)

หนังเริ่มต้นในลักษณะเดียวกับ 2001: A Space Odyssey โดยเปรียบรูหนอนเสมือนแท่งดำลึกลับ แต่ตรงกันข้ามกับ สแตนลีย์ คูบริค สุดท้ายแล้วโนแลนไม่อาจต้านทาน ปมรูบิค” ในตัวเองได้ ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะคงไว้ซึ่งความลึกลับ เป็นปริศนาที่ปราศจากคำตอบแน่ชัด Interstellar กลับลงเอยด้วยการคลี่คลายทุกคำถามแบบครบถ้วน แล้วค่อยๆ จัดเรียงพล็อตเรื่อง ตลอดจนเบาะแสที่ยังค้างคาให้มารวมตัวกันแบบ ลงล็อก” พอดีในช่วงไคล์แม็กซ์ เมื่อคูเปอร์หลุดเข้าไปยังมิติที่ 5 ในหลุมดำ แม้ว่าการเดินหน้าสู่คำเฉลยดังกล่าวจะเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเลอะเทอะ หรือเข้าขั้นเพ้อเจ้อมากเพียงใดก็ตาม เขาโหยหาความเป็นระเบียบ ลงตัว และภาพรวมที่สมบูรณ์ชัดเจน ขณะที่คูบริคเลือกจะปล่อยช่องว่างให้คนดูแต่ละคนค้นหาตัวต่อมาเติมเต็มตามแต่จินตนาการ

จักรวาลใน Interstellar กลายเป็นเหมือนความฝันใน Inception ความลึกลับเกินคาดเดาและปราศจากรูปทรงอันชัดเจนของพวกมันได้ถูกปั้นแต่งให้มีหลักเกณฑ์ตายตัว ดุจเดียวกับชั้นสีของรูบิค ซึ่งหากคุณสามารถบิดเรียงตำแหน่งได้อย่างถูกต้องก็จะสามารถไขปริศนาได้

นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าอื่นๆ ของโนแลนยังคงปรากฏอยู่ครบถ้วนในInterstellar ไม่ว่าจะเป็นความหมกมุ่น ลุ่มหลงของตัวละคร การหล่นหายของเซ็กซ์ อารมณ์อีโรติก หรือนัยยะทางเพศใดๆ ความตายของภรรยา หรือคู่รัก บ้างก็ถูกฆ่าตาย บ้างก็เสียชีวิตจากโรคร้าย หรือการตัดสลับ(cross-cutting) ตั้งแต่สองเหตุการณ์ขึ้นไปเข้าด้วยกัน และบางครั้งก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา เช่นเดียวกับการตั้งคำถามเชิงศีลธรรม เช่น เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤติ มนุษย์จะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง หรือเลือกทำเพื่อตัวเองก่อน

แบรนด์เชื่อว่าแผน ไม่มีทางเป็นไปได้ และพยายามปกปิดจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของยานเอ็นดัวแรนซ์ ซึ่งก็คือ การบรรลุแผน เพราะเขาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ ตลอดจนเหล่าผู้นำของโลกคงไม่เห็นด้วยกับการทุ่มเงินทุนจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อการดำรงอยู่แห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์แลกกับการเสียสละทุกชีวิตบนโลก ทั้งนี้เนื่องจากการเอาตัวรอดเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานในเบื้องลึกของมนุษย์ ดังจะเห็นได้จากกรณีของดร.แมน (แม็ท เดมอนที่ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อตัวเองโดยไม่สนว่าการกระทำของตนจะส่งผลเสียหายในวงกว้างมากแค่ไหน ในฉากเปิดเรื่อง ประวัติศาสตร์แห่งการสำรวจดวงจันทร์ได้ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นทฤษฎีสมคบคิด เมิร์ฟ (แม็คเคนซี ฟอย)ยืนกรานว่ามนุษย์เคยไปเหยียบดวงจันทร์จริง แต่คุณครูที่โรงเรียนกลับบอกว่ามันเป็นเพียงแผนล่อหลอกให้ประเทศรัสเซียล้มละลายต่างหาก... ท่ามกลางภาวะอดอยาก แร้นแค้น ผู้คนย่อมสนใจแต่เรื่องปากท้อง พวกเขาไม่มีเวลาให้กับการสำรวจอวกาศ หรือการต่อชีวิตแก่มวลมนุษยชาติ แบรนด์คิดแผน ขึ้นมาเพราะเชื่อว่าแผน ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากทุกคนทราบว่าพวกเขาไม่ได้รับเชิญให้ขึ้นเรือของโนอาห์ แต่จะต้องจมทะเลฝุ่นตายในอนาคตอันใกล้

ในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจลาจากลูกสาวสุดรักเพื่อไปสำรวจดวงดาวของคูเปอร์ก็หาใช่วีรกรรมน่ายกย่องอย่างสมบูรณ์แบบเสียทีเดียว เขายอมร่วมโครงการไม่ใช่เพื่อรักษาสายพันธุ์แห่งมวลมนุษย์ แต่ด้วยความหวังว่าภารกิจดังกล่าวอาจสามารถช่วยลูกๆ เขาให้รอดพ้นจากวิกฤติ ถ้าคูเปอร์ตระหนักว่าแผน ไม่มีวันเป็นไปได้ เขาจะยังตัดสินใจแบบเดิมหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่อยู่ในสถานะที่จะตัดสินอมีเลีย เมื่อเธอเลือกจะไปสำรวจดาวเอ็ดมันด์แทนดาวมิลเลอร์ ด้วยความหวังว่าอาจได้พบกับคนรักที่เดินทางมาสำรวจดาวดวงนี้ก่อนหน้า คูเปอร์กล่าวหาอมีเลียว่าปล่อยให้อารมณ์มีอิทธิพลเหนือเหตุผล เป็นเหตุให้ฝ่ายหลังต้องโต้กลับว่าพวกเขาสามารถไปสำรวจดาวทั้งสองดวงได้ หากคูเปอร์ล้มเลิกความหวังที่จะเดินทางกลับโลกเพื่อไปหาลูกสาว

ความลุ่มลึกอาจไม่ใช่จุดแข็งของ คริสเตอร์เฟอร์ โนแลน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาที่ชวนให้ขนลุกขนชันในบางช่วงตอน โดยเฉพาะฉากที่อมีเลียลุกขึ้นมาปกป้องความรักว่ามันมีพลังเหนือมิติของปริภูมิและเวลา การโหมกระหน่ำดนตรีประกอบในระดับสุดโวลุ่ม ตลอดจนการอ้างอิงบทกวีของ ดีแลน โธมัส ซ้ำถึง 3 ครั้ง ราวกับกลัวว่าคนดูจะไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการบอกกล่าว แต่โนแลนก็ชดเชยข้อบกพร่องข้างต้นได้ด้วยความอลังการของงานด้านภาพ อาจไม่ใช่ในแง่การจัดองค์ประกอบภาพ หรือการเคลื่อนกล้อง (โนแลนเลือกถ่ายทอดฉากดรามาในลักษณะโคลสอัพแทนที่จะถอยกล้องออกมาอีกนิดเพื่อให้นักแสดงได้ปฏิสัมพันธ์กันผ่านภาษาท่าทางมากขึ้น และเขาก็ไม่ได้โปรดปรานการถ่ายทำแบบลองเทค แต่อย่างน้อยก็น่ายินดีว่าฉากแอ็กชั่นใน Interstellar ดูจะไม่สับสน วุ่นวายเหมือนไตรภาคแบทแมนแต่เป็นในแง่ของจินตนาการแบบจอกว้าง ไม่ว่าจะเป็นดวงดาวที่เต็มไปด้วยผืนน้ำสูงเรี่ยเข่า แต่สามารถก่อกำเนิดคลื่นสูงเท่าตึกหลายชั้น หรือภาพจำลองหลุมดำ ซึ่งนอกจากสวยงามน่าตื่นตาแล้ว ยังมีความสมจริงอีกด้วย เนื่องจากเขามีที่ปรึกษาเป็นนักฟิสิกส์ชื่อดังอย่าง คิป ธอร์น

บางทีความลักลั่นของ Interstellar อยู่ตรงที่ท่ามกลางความพยายามสูงสุดที่จะให้ข้อมูลเชิงฟิสิกส์ เพื่อสร้างความสมจริงให้แก่เรื่องราวทั้งหมด การพลิกตลบในช่วงท้ายโดยเปรียบเทียบความรักกับแรงโน้มถ่วง เป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้คูเปอร์สามารถสื่อสารทะลุเวลามายังลูกสาวของเขาบนโลก และดีไม่ดีอาจสื่อความนัยถึงขั้นว่ามันเป็นสิ่งที่จะช่วยยกระดับเราให้กลายเป็น พวกเขา” ในมิติที่ 5 ได้ทำลายความจริงจัง น่าเชื่อถือต่างๆ ของนิยายวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านี้จนเกือบหมดสิ้น แล้วพาหนังเข้าไปสู่ขอบเขตของผลงานแฟนตาซีสมบูรณ์แบบ

แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธถึงพลังแห่งความรัก ซึ่งมีส่วนผลักดันและดึงดูดมนุษย์อย่างมหาศาล แต่การนำเสนอมันในฐานะค่าที่ตรวจวัดได้ หาใช่เพียงปฏิกิริยาเคมีในสมองถือเป็นการก้าวกระโดดจากหลักเหตุผลไปสู่ศรัทธาที่ฉุกละหุกและฉับพลันเกินกว่าจะโน้มน้าวให้น่าเชื่อถือ ที่สำคัญ ถ้าสุดท้ายแล้วประเด็นที่ต้องการสื่อสาร ได้แก่ ความรักและสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ คุณไม่เห็นจำเป็นต้องลงทุนพาตัวละครออกไปถึงระบบสุริยะจักรวาลอื่น แค่ดำเนินเหตุการณ์อยู่บนโลกแห่งเถ้าธุลีใบเล็กๆ นี้ก็ได้ แต่อย่างว่าหนังเรื่องดังกล่าวอาจไม่เหมาะกับประสบการณ์ IMAX สักเท่าไหร่