วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Dark Knight: ลับ ลวง พราง


หลังจากแจกแจงที่มาที่ไปของมนุษย์ค้างคาวเอาไว้อย่างละเอียดครบถ้วน ทั้งแง่มุมจิตวิทยาและภูมิหลังเพื่อเพิ่มความ “สมจริง” ให้กับเรื่องราว เช่น การฝึกฝนทักษะการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงของ บรูซ เวย์น ก่อนจะกลายมาเป็นผู้พิทักษ์มหานครก็อตแธม ใน Batman Begins ดูเหมือนผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน จะเริ่มหมดความสนใจในตัวฮีโร่นอกกฎหมายผู้นี้เสียแล้ว ดังจะเห็นได้จากผลงานภาคต่อเรื่อง The Dark Knight ซึ่งลดความสำคัญของตัวละครอย่างแบทแมน/บรูซ เวย์น (คริสเตียน เบล) ลงจนกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมการวิพากษ์มนุษย์ ระบบศีลธรรม ตลอดจนสังคมโดยรวม

แน่นอน ประเด็นความขัดแย้งของทางเลือกระหว่างสถานะแบทแมนกับการใช้ชีวิตเยี่ยงมหาเศรษฐีธรรมดาและลงหลักปักฐานกับ ราเชล ดอว์ส (แม็กกี้ จิลเลนฮาล) ยังคงปรากฏให้เห็นเพื่อจุดประกายดราม่าเล็กๆ น้อยๆ แต่มันไม่ได้ถูกขับเน้นให้โดดเด่นเหมือนกรณีของ Spider-Man 2 แต่อย่างใด

อันที่จริง คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่าบรรดาตัวละครหลักใน The Dark Knight ล้วนไม่สามารถเรียกร้องความผูกพันจากคนดูได้ พวกเขาเป็นเพียงตัวแทนของไอเดียบางอย่างที่ผู้กำกับ/ร่วมเขียนบทต้องการนำเสนอ มากกว่าจะมีชีวิตเลือดเนื้อให้จับต้องได้ ส่วนตัวหนังเองก็ดูจะดำเนินเหตุการณ์ไปอย่างเร่งรีบ รวดเร็ว ขาดจังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาที่ลงตัว (สาเหตุหนึ่งอาจเพราะการจำใจตัดหนังให้สั้นลงเพื่อไม่ให้มันยาวเกินสามชั่วโมง) พลางไล่กวดแต่ละพล็อตแบบผ่านๆ ตั้งแต่รัก/สาม/เศร้าของบรูซ, ราเชล และ ฮาร์วีย์ เดนท์ (แอรอน เอ็คฮาร์ท) การก้าวเข้ามามีอิทธิพลคุกคามเมืองก็อตแธมของ โจ๊กเกอร์ (ฮีธ เลดเจอร์) รวมถึงการกลายสภาพเป็นทูเฟซของเดนท์ เราได้รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมด แต่ไม่มีโอกาสซึมซาบ เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือกระทั่งรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อหายนะและความตายบังเกิดแก่ตัวละครบางคน (ใครที่คิดว่าหนังในแนวทางนี้ไม่มีเวลาพอจะมาเจาะลึกตัวละครในเชิงจิตวิทยา หรือสร้างความผูกพันกับคนดู ให้ลองหา Heat ของ ไมเคิล มาน มาดูเป็นตัวอย่าง)

ขณะเดียวกันความสนุกของ The Dark Knight ก็หาได้อยู่ตรงฉากแอ็กชั่นน่าตื่นตา เพราะหลังจาก Batman Begins หลายคนคงตระหนักดีแล้วว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน ขาดทักษะและมุมมองที่จะร้อยเรียงช็อตให้เป็นซีเควนซ์อันตื่นเต้น สอดคล้อง และชวนติดตามได้เหมือนผู้กำกับสายเลือดฮอลลีวู้ดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก, เจมส์ คาเมรอน หรือกระทั่ง จอห์น แม็คเทียร์แนน ความคิดในการถ่ายฉากแอ็กชั่นของเขา คือ ตัดภาพให้รวดเร็ว จนทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนแวบเข้ามาในสายตาคนดู แต่ไม่อาจเชื่อมโยงให้เกิดความต่อเนื่องใดๆ ได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับสไตล์ของผู้กำกับอีกคนจากเกาะอังกฤษอย่าง พอล กรีนกราส โดยสามตัวอย่างอันชัดเจนใน The Dark Knight คือ ฉากแอ็กชั่นช่วงเปิดเรื่องเมื่อแบทแมนต่อกรกับ สแกร์โครว (ซิลเลียน เมอร์ฟีย์) ฉากขับรถไล่ล่าในอุโมงค์ช่วงกลางเรื่อง และฉากแอ็กชั่นช่วงท้ายเมื่อแบทแมนบุกเข้าไปจับโจ๊กเกอร์ในตึกร้าง

ส่วนใหญ่ความตื่นเต้น (หรือตื่นตระหนก) ของคนดูเกิดจากความพยายามจะเชื่อมโยงแต่ละช็อตเข้าด้วยกันท่ามกลางเวลาอันกระชั้น ราวกับหนังขว้างช็อตต่างๆ ที่ไม่ต่อเนื่องใส่คุณอยู่ตลอดเวลา แล้วบังคับให้คุณต้องผูกโยงมันให้เป็นเหตุเป็นผลในแง่ทิศทาง พื้นที่ และเวลา จนคุณเริ่มสับสนและตามไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หาใช่ความตื่นเต้นอันเป็นผลจากการผูกตัวเองติดอยู่กับเหตุการณ์ แล้วลุ้นระทึกเอาใจช่วยตัวละคร (ลองเปรียบเทียบง่ายๆ กับฉากขับรถไล่ล่าระดับตำนานใน Terminator 2: Judgment Day ของ เจมส์ คาเมรอน ซึ่งมีอุปกรณ์ประกอบฉากบางอย่างคล้ายคลึงกัน) นอกจากนี้ ระดับอะดรีนาลีนของคนดูยังอาจพุ่งสูงด้วยสาเหตุที่ชัดเจน เช่น การได้เห็นมอเตอร์ไซค์สุดเท่พุ่งทะยานออกมาจากซากรถ หรือรถบรรทุกคันโตพลิกคว่ำในท่าลังกาหน้าบนถนนใจกลางเมือง

สุดท้ายทีเด็ดที่แท้จริงของ The Dark Knight อยู่ตรงความกล้าหาญของสองพี่น้องโนแลนที่จะพุ่งทะยานเข้าสู่เขตแดนซึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่น้อยเรื่องจะกล้าย่างกรายเข้าไป นั่นคือ การสะท้อนด้านมืดอันซับซ้อนของมนุษย์ด้วยท่าทีจริงจัง หนักแน่น ปราศจากกลิ่นอายของความเป็นการ์ตูน และคงเป็น “ความแตกต่าง” ตรงส่วนนี้เองที่ทำให้หลายคนยินดีจะมองข้ามข้อบกพร่องบางส่วนของหนังซึ่งดูไม่สลักสำคัญอะไร

การต่อสู้แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างแบทแมนกับโจ๊กเกอร์อาจทำให้หลายคนนึกถึงสองนักมายากลใน The Prestige ผลงานกำกับชิ้นก่อนหน้าของโนแลน เพราะเช่นเดียวกัน เส้นแบ่งทางศีลธรรม ความถูกต้อง และจรรยาบรรณเริ่มถูกมองข้าม หรือยิ่งพร่ามัว เมื่อตัวละครทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเอาชนะคะคานกัน ในกรณีของ The Dark Knight แบทแมนเลือกจะยืนอยู่ฝ่ายความเชื่อที่ว่า สังคมจำเป็นต้องอยู่ในกฎระเบียบ และบางครั้งการเลือกใช้ความรุนแรง เฉียบขาดก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยโดยรวม แต่เมื่อเดิมพันยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับจุดยืนดังกล่าวมันจะยังคุ้มค่าอยู่ไหม? 

ตรงกันข้าม โจ๊กเกอร์ไม่เชื่อในกฎระเบียบ หรือหลักการปฏิบัติใดๆ เขาไม่ต้องการเงิน หรืออำนาจ และดุจเดียวกับคำอธิบายของ อัลเฟร็ด (ไมเคิล เคน) เขาเพียงต้องการจะเห็นโลกทั้งใบวุ่นวายและ “มอดไหม้เป็นจุล” ทั้งนี้เพราะเขาศรัทธาในสัญชาตญาณดิบอันเลวร้ายของมนุษย์ว่า เมื่อถึงเวลาคับขัน เราทุกคนก็พร้อมจะโยนกฎเกณฑ์ ศีลธรรมจรรยา หรือความถูกต้องชอบธรรมทั้งหมดทิ้ง แล้วหันมา “กินกันเอง” เพื่อความอยู่รอด

ฉะนั้น มุกตลกที่ไม่ค่อยตลกของโจ๊กเกอร์จึงมักจะวนเวียนอยู่กับการทดสอบความแข็งแกร่งของจิตสำนึก เช่น เมื่อเขามอบอาวุธให้ลูกสมุนมาเฟียต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอด หรือการลอบวางระเบิดเรือเฟอร์รี่สองลำ แล้วมอบเครื่องจุดระเบิดของเรือลำหนึ่งไว้กับเรืออีกลำหนึ่ง หรือการตั้งเงินรางวัลเป็นค่าหัว โคลแมน รีส (โจชัว ฮาร์โต)  

แต่ผลงานชิ้นโบว์แดงของโจ๊กเกอร์คงจะหนีไม่พ้นชัยชนะเหนือ ฮาร์วีย์ เดนท์ ซึ่งในช่วงท้ายได้กลายสภาพเป็นเหมือนอัศวินเจไดที่โดนด้านมืดเข้าครอบงำ และความสูญเสียดังกล่าวก็นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันของแบทแมนกับ เจมส์ กอร์ดอน (แกรี่ โอลด์แมน) ที่จะหลอกลวงชาวเมืองก็อตแธมให้ร่ำไห้ต่อการจากไปของเดนท์ แล้วโหยหาอัศวินขี่ม้าขาวคนใหม่ เพราะพวกเขาคิดว่าประชาชนยังไม่พร้อมจะเผชิญความจริงอันโหดร้าย นั่นคือ โลกนี้ไม่มีอัศวินขี่ม้าขาว และมนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาตญาณใฝ่ต่ำอยู่ในตัว 

หนังคล้ายจะจบลงด้วยการสรรเสริญแบทแมน ผ่านบทสนทนาที่ค่อนข้างไม่แนบเนียนระหว่างกอร์ดอนกับลูกชาย ว่าเป็นอัศวินแห่งรัตติกาลและฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ ฉากจบที่จู่ๆ ก็เหมือนจะสาดทอลำแสงแห่งความหวังมาแบบฉับพลันท่ามกลางความมืดหม่นตลอดเวลาเกินกว่าสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ให้ความรู้สึกประดักประเดิดอยู่ไม่น้อย จนพาลให้คิดสงสัยว่า เหตุใดสองพี่น้องโนแลนที่ร่วมกันเขียนบทจึงเกิดอยากจะหน่อมแน้มขึ้นมาหลังจากตบหน้าคนดูด้วยความหดหู่มาตลอด มันเป็นตอนจบแบบที่คนดูต้องการและสตูดิโอเรียกร้อง? หรือเป็นเกมอำพรางแบบเดียวกับมุกตลกของโจ๊กเกอร์ ในการจับพวกผู้ร้ายมาแต่งตัวเป็นคุณหมอ แล้วจับตัวประกันมาแต่งตัวเป็นโจร?

บางทีบุคคลที่ยังไม่พร้อมจะเผชิญความจริงอาจไม่ใช่ชาวเมืองก็อตแธม แต่เป็นตัวแบทแมนเองต่างหาก แผนล่อลวงเกี่ยวกับเดนท์อาจเป็นเพียงการหล่อเลี้ยงความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขาว่าตนได้กำชัยชนะเหนือโจ๊กเกอร์ เหมือนการที่บรูซหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าสุดท้ายราเชลจะแต่งงานกับเขา และด้วยเหตุนี้เองกระมัง อัลเฟร็ด ผู้เข้าใจแบทแมน/ บรูซ เวย์น มากกว่าใครทุกคน จึงจัดแจงเผากระดาษโน้ตของราเชลทิ้ง ด้วยตระหนักดีว่าเจ้านายของเขายังไม่พร้อมจะยอมรับมันในเวลานี้ แบทแมนกล่าวอ้างอย่างไร้เดียงสาว่าแผนระเบิดเรือเฟอร์รี่ของโจ๊กเกอร์ล้มเหลว เพราะมนุษย์ทุกคนใช่จะเลวร้ายไปเสียทั้งหมดและความดีงามย่อมเป็นฝ่ายกำชัยในท้ายที่สุด กระนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งแบทแมนไม่ทราบ แต่คนดูกลับประจักษ์แก่สายตา ก็คือ ผู้โดยสารบนเรือลำหนึ่งได้โหวตให้ระเบิดเรืออีกลำด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น นั่นหมายความว่า สาเหตุที่เรือเฟอร์รี่ไม่ระเบิดหาใช่เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่เป็นเพราะพวกเขายังละอายใจเกินกว่าจะทำชั่วต่อหน้าคนอื่นต่างหาก 

ทีนี้ ถ้าลองโจ๊กเกอร์เปลี่ยนแผนเป็นให้ทุกคนบนเรือกุมเครื่องจุดระเบิดไว้ในมือท่ามกลางความมืด คุณยังคิดว่าเรือทั้งสองลำจะปลอดภัยไร้กังวลอยู่ไหม?

ความชั่วร้ายใน The Dark Knight ปรากฏให้เห็นหลากหลายระดับ บางครั้งมันอาจง่ายต่อการตัดสิน เช่น พฤติกรรมวิปริตของโจ๊กเกอร์ ความละโมบของคนสองสามคนที่พยายามลอบยิงและขับรถชน โคลแมน รีส (ซึ่งก็ห่างไกลจากสถานะพ่อพระเช่นกัน) หรือความโหดเหี้ยมของพวกมาเฟีย แต่บางครั้งมันกลับยากจะแยกขาวออกจากดำ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์ทุกคนโดยลึกๆ แล้วย่อมคำนึงถึงตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งแบทแมนเอง ซึ่งก็เลือกจะไปช่วยชีวิตคนรักแทนการเห็นแก่ส่วนรวมและตรงไปช่วยเดนท์ หรือการที่เขาปล่อยให้คนบริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยต้องมาสังเวยชีวิตและเสี่ยงอันตรายเพื่อล่อจับโจ๊กเกอร์

นอกจากนี้ เรายังต้องเผชิญความชั่วร้ายแบบนักสืบ รามิเรส (โมนิค เคอร์เนน) ผู้นำส่งเดนท์กับราเชลให้พวกมาเฟียเพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือแม่ในโรงพยาบาล เธอไม่ได้ลงมือฆ่า ไม่ได้วางแผน และอาจไม่รู้จริงๆ ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนทั้งสอง (อย่างไรก็ตาม เธอย่อมตระหนักดีว่าพวกมาเฟียคงไม่ได้ต้องการเชิญพวกเขาไปร่วมทานอาหารค่ำมื้อหรูอย่างแน่นอน) เธอแค่อยากจะมีเงินรักษาแม่ มันผิดมากเลยหรือ?

รามิเรสหาใช่ปีศาจร้าย เธอเพียงแค่ “มืดบอด” เกินกว่าจะตระหนักในศีลธรรม สามัญสำนึก และความถูกต้อง เธอก้มหน้าก้มตาเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ โดยไม่คำนึงว่าพฤติกรรมของตนจะส่งผลกระทบใดๆ ตามมาหรือไม่ ถ้าเธออยู่บนเรือเฟอร์รี่พร้อมเครื่องกดระเบิดในมือ แล้วไฟเกิดดับลงละก็ อย่าลงพนันเด็ดขาดว่าเธอจะไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์... ที่สำคัญกว่านั้น จะมีสักกี่คนซึ่งเลือกที่จะไม่ใช้มัน

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Avatar


มีหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถทำให้เราดื่มด่ำไปกับภาพบนจอจนไม่อยากสนใจเรื่องราวใดๆ อีกต่อไป เท่าที่พอจะนึกออกในตอนนี้ก็เช่น Syndrome and a Century ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ Flowers of Shanghai ของ โหวเสี่ยวเฉียน แต่ล่าสุดคงต้องนับรวม Avatar ของ เจมส์ คาเมรอน เข้าไปอีกเรื่อง ด้วยเหตุผลที่อาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ สองเรื่องแรกนั้นสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผมทั้งในแง่ความงาม (การจัดแสง การเลือกมุมกล้อง) และการจัดองค์ประกอบภาพที่ชวนให้ค้นหาความหมาย เชื่อมโยง หรือจัดเรียงความรู้สึก แต่หนังของคาเมรอนกลับดูน่าตื่นตาในแง่มุมที่เป็นรูปธรรมกว่า และอาจไม่เกี่ยวข้องกับทักษะ หรือเทคนิคภาพยนตร์มากนัก โดยถ้าจะเทียบไปแล้วมันคงเป็นความงามที่น่าตื่นเต้นในลักษณะเดียวกับการจ้องรูปสามมิติ (ถ้าใครยังจำได้) หรือรูปเรืองแสง นั่นคือ วิจิตรบรรเจิดจนบางครั้งไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง แต่ขณะเดียวกันกลับไม่ได้ชวนค้นหา หรือสื่อความหมายมากนัก จนผมอดเห็นด้วยกับนักวิจารณ์เมืองนอกคนหนึ่งไม่ได้ที่บอกว่า Avatar ก็เป็นแค่ “สกรีนเซฟเวอร์ที่ราคาแพงที่สุดในโลก!”

แต่เราไม่เคยคิดจะดูหมิ่น หรือหยามเหยียดทักษะทางภาพยนตร์ของคาเมรอนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เราคิดว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอดและเชี่ยวชาญการกำกับฉากแอ็กชั่นชนิดหาตัวจับยาก (ระดับเดียวกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก) อาจกล่าวได้ว่านับแต่คาเมรอนเกษียณตัวเองไปนาน 12 ปีหลังความสำเร็จระดับมโหฬารของ Titanic วงการหนังบล็อกบัสเตอร์ก็เหมือนจะดำดิ่งลงหุบเหวจากเทรนด์ “ยิ่งตัดเยอะ ยิ่งสับสนดี” ซึ่งไม่ได้กินความเฉพาะหนังแอ็กชั่นอย่าง The Dark Knight และ Transformers เท่านั้น (เรานึกโทษ พอล กรีนกราส สำหรับเทรนด์ดังกล่าว) แต่ยังลุกลามไปถึงบรรดาหนังเพลงทั้งหลายอีกด้วย (ใช่แล้ว ร็อบ มาร์แชล คุณนั่นแหละ!) การวางสตอรี่บอร์ดอย่างละเอียดถี่ถ้วน ลำดับเหตุการณ์แบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อผลกระทบทางอารมณ์ขั้นสูงสุด และร้อยเรียงช็อตอย่างระมัดระวังเพื่อให้คนดูสามารถติดตามความเป็นไปได้อย่างราบรื่นแทบจะกลายเป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสูงที่หายากพอๆ กับสัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์ในยุคสมัยของเด็กสมาธิสั้น ที่ไม่อาจทนดูภาพเดิมๆ ได้เกินเสี้ยววินาทีโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

ใน Avatar คาเมรอนไม่กลัวที่จะทิ้งระยะเวลาของช็อตให้นานขึ้นสักนิด เพื่อคนดูจะได้อิ่มเอมกับฉากซีจีสุดอลังการ เหล่าต้นไม้แปลกตา และสัตว์ประหลาดนานาพันธุ์ ซึ่งเขาเสียเวลาและเงินทองจำนวนมากในการเนรมิตขึ้น เรานึกขอบคุณการกลับมาของช็อตที่มีความยาวเกิน 3 วินาทีในหนังยุคใหม่ หลังจากเคยหงุดหงิดกับฉากไคล์แม็กซ์ใน Moulin Rouge! เพราะผู้กำกับ แบซ เลอห์มาน ยืนกรานที่จะซอยภาพยิบย่อยจนคนดูไม่มีโอกาสดื่มด่ำกับฉากเต้นรำอันตระการตาบนเวทีได้อย่างเต็มเปี่ยม (บางทีเขาน่าจะเรียนรู้จากหนังเพลงบอลลีวู้ดให้มากกว่านี้)

บางคนยกย่อง Avatar เป็นหลักไมล์สำคัญของวงการภาพยนตร์ บ้างถึงขั้นนำไปเปรียบกับ The Jazz Singer ภาพยนตร์เสียงเรื่องแรก เลยก็มี หากตัดสินกันในแง่เทคนิค คำอ้างข้างต้นอาจไม่เกินจริงไปไกลนัก เมื่อพิจารณาว่า Avatar ได้ทำลายเส้นแบ่งระหว่าง live action และ animation ลงอย่างราบคาบผ่านเหล่าตัวละครเนวี ที่เคลื่อนไหวและแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างลื่นไหล สมจริง รวมไปถึงการพัฒนารูปแบบสามมิติให้กลมกลืนกับตัวหนังโดยเน้นความลึกของภาพมากกว่าจะทำลายเส้นกั้นขอบจอด้วยการโยนสารพันสิ่งของเข้าใส่คนดู ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากคุณเคยชมหนังอย่าง The Abyss และ Terminator 2: Judgment Day ซึ่งดำรงสถานะผู้นำเทรนด์มาก่อน

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า เจมส์ คาเมรอน ถือเป็นทั้งนักปฏิวัติและอนุรักษ์นิยมไปพร้อมๆ กัน โดยจุดเด่นของเขาอยู่ตรงการผสมผสานสิ่งใหม่เข้ากับสิ่งเก่าเพื่อสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ (ส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชน์จากเทคนิคพิเศษ) ภายใต้โครงสร้างที่คนดูคุ้นเคยมาช้านานและรู้สึก “อุ่นใจ” (ลักษณะการเล่าเรื่องแบบคลาสสิก) คงด้วยเหตุนี้กระมัง หนังของเขาจึงมักได้รับความนิยมอย่างสูงไปทั่วโลก 

Titanic สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการภาพยนตร์เนื่องจากมันคลุกเคล้าความน่าตื่นตาของเทคนิคพิเศษใหม่ล่าสุดเข้ากับเรื่องรักน้ำเน่าแบบที่ทุกคนคุ้นเคยได้อย่างลงตัว ผู้ชมไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงมากนักในการติดตามเรื่องราว หรือทำงานหนักเพื่อเอาใจช่วยตัวละคร เพราะขาวกับดำได้ถูกแบ่งแยกไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้ว เช่นเดียวกับตัวละครใน Avatar แต่คราวนี้ดูเหมือนคาเมรอนจะใช้เวลาวางรายละเอียดของฉากหลังมากเป็นพิเศษ จนส่งผลให้ตัวละครทั้งหลายของเขาขาดเลือดเนื้อและน้ำหนัก เช่น โอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตใหม่ของ เจค ซัลลี (แซม วอร์ธิงตัน) ไม่ได้ถูกสำรวจอย่างจริงจัง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเขาในร่างอวตารกับ เนย์ทิรี (โซอี้ ซัลดานา) ก็ค่อนข้างเบาบางจนไม่สามารถโน้มนำอารมณ์ได้

ท่ามกลางเทคนิคพิเศษสุดหรู ทุนสร้างมหาศาล และการจัดจำหน่ายหนังไปฉายพร้อมกันทั่วโลกจนสามารถกวาดเงินมาครองนับพันล้านเหรียญภายในเวลาอันรวดเร็ว Avatar ได้สอดแทรกนัยยะเกี่ยวกับความตะกรุมตะกรามแห่งโลกทุนนิยมและภาวะดาบสองคมของเทคโนโลยี ที่อาจนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษามากพอๆ กับการทำสงครามล่าอาณานิคม ความย้อนแย้งกันเองระหว่างตัวหนัง (ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อันถือกำเนิดขึ้นจากความรุ่งเรืองของโลกทุนนิยม ตลอดจนแผ่อิทธิพลครอบงำทางวัฒนธรรมไปยังประเทศต่างๆ) และเนื้อหาในหนังส่งผลให้การนั่งชม Avatar ไม่ต่างจากการนั่งอ่านบทความเชิดชูคุณค่าของจิตใจเหนือรูปกายภายนอกในนิตยสาร Vogue แน่นอน เจตนารมณ์ที่ดีไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือน่าหัวเราะเยาะ แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการต้องมานั่งฟังหนังฮอลลีวู้ดราคา 300 ล้านเหรียญสั่งสอนเกี่ยวกับความละโมบและชั่วร้ายของระบบทุนนิยมมันออกจะดูตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย

สารชั้นแรกของ Avatar ค่อนข้างโปรสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมืองอย่างเด่นชัด (ความรู้สึกผิดของคนผิวขาว? เหมือนจะบอกว่า “ขอโทษนะที่เราเคยแย่งดินแดนของคุณ เข่นฆ่าคุณ ขับไล่คุณออกจากบ้านเกิดเมืองนอน แต่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราจะสร้างหนังมาชดเชยความผิดในอดีต”) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนังจะถูกต่อต้านจากฝ่ายขวา โดยบางคนตีความถึงขั้นว่า ความสำเร็จทางรายได้ของ Avatar เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าคนอเมริกันเปิดใจยอมรับหนังที่สะท้อนแนวคิดต่อต้านสงครามในอิรัก นอกจากนี้มันยังสอดแทรกทัศนะแอนตี้อเมริกันเอาไว้ด้วย สังเกตได้จากการวาดภาพตัวละครฝ่ายทหารอเมริกัน ซึ่งเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ไร้มนุษยธรรม และขาดสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของ Avatar สะท้อนข้อเท็จจริงว่าอเมริกันชนเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตจริงหรือ คำอ้างดังกล่าวชวนให้น่ากังขาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เฉพาะจากเหตุผลที่ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปดูหนังของ เจมส์ คาเมรอน คงไม่คาดหวังอะไรมากไปกว่าความบันเทิงชวนตื่นตาจนมองข้ามเนื้อหาสาระที่สอดแทรกเอาไว้ แต่ยังรวมไปถึงคำถามว่า Avatar โปรชนพื้นเมืองจริงหรือ ซึ่งนั่นจะนำเราไปยังสารชั้นที่สอง

เช่นเดียวกับหนังอย่าง The Last Samurai และ Dances with Wolves หรือกระทั่งสารคดีเรื่อง The Good Woman of Bangkok ซึ่งเล่าถึงความช่วยเหลือของฝรั่งผิวขาว (ผู้กำกับหนัง) ต่อโสเภณีไทยนางหนึ่งให้รอดพ้นจากความยากจน Avatar มุ่งสะท้อนให้เห็น “วีรกรรม” ของคนผิวขาวที่เข้ามากอบกู้ชนพื้นเมืองที่น่าสงสารและถูกรุกราน โดยเน้นย้ำให้เห็นความเหนือกว่าของฝ่ายแรก ทั้งในแง่เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังทุน (กรณีของ The Good Woman of Bangkok) ไปพร้อมๆ กับความบริสุทธิ์ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ (หรือพูดง่ายๆ คือ ล้าหลัง) ของฝ่ายหลัง

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวละครหลักทั้งสามล้วนเป็นเพศชาย ส่วนประเทศโลกที่สามก็ถูกแทนที่ด้วยเพศหญิง ผ่านพล็อตรองในส่วนของความรักระหว่างตัวละครเอกกับผู้หญิงพื้นเมือง กล่าวคือ นอกจาก Avatar จะสะท้อนแนวคิดหลักของลัทธิอาณานิคมแล้ว (ฝ่ายปกครอง หรือฝรั่งผิวขาว มีสถานะเหนือกว่าฝ่ายที่ถูกปกครอง หรือชนพื้นเมือง) มันยังตอกย้ำทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่อีกด้วย ซึ่งทั้งสองแนวคิดมักถือกำเนิดควบคู่กันไปเสมอ จริงอยู่ หนังอาจวาดภาพให้เห็นผู้หญิงนักรบอย่างเนย์ทิรี ผู้หญิงนักอนุรักษ์อย่าง เกรซ (ซิกเกอร์นีย์ วีเวอร์) และผู้หญิงแกร่งอย่าง ทรูดี้ (มิเชลล์ โรดริเกซ) แต่จุดใหญ่ใจความหลักของ Avatar ยังคงวนเวียนอยู่กับการแปรสภาพจากนายทหารพิการไปสู่นักรบผู้นำชนเผ่าของเจคอยู่ดี เขาคือชายผิวขาวผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้ามาปลดปล่อยความทุกข์ยากให้แก่ชนพื้นเมืองที่ไร้ทางสู้ทั้งหลาย (ตรงกันข้ามกับเรื่องราวของโพคาฮอนตัสใน The New World ซึ่งหลายคนหยิบยกมาเปรียบเทียบในแง่ความคล้ายคลึงทางพล็อตเรื่อง เนื่องจากหนังเรื่องนั้นของ เทอร์เรนซ์ มาลิก มุ่งโฟกัสไปยังการเดินทางจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่งของผู้หญิงพื้นเมือง ส่วนตัวละครเพศชายทั้งสองคนล้วนถูกผลักให้เป็นเพียงตัวประกอบ)

ที่สำคัญ Avatar ยังก้าวไปไกลกว่าหนัง “อัศวินม้าขาว” เรื่องอื่นๆ ข้างต้นตรงที่เจคสามารถสลัดความเป็นคนนอกของตนออกได้อย่างหมดจดในฉากจบเรื่อง เขาไม่ใช่คนผิวขาวในหมู่คนตัวฟ้า (หรือคนตัวเหลือง ตัวน้ำตาลในกรณีของ The Last Samurai และ Dances with Wolves) ไม่ใช่อวตารในโลกแห่งความเป็นจริงอีกต่อไป แต่เป็นชนเผ่านาวีโดยสมบูรณ์แบบในแง่รูปลักษณ์ภายนอก นั่นถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับพลทหารพิการ ที่เป็นแค่บุรุษไร้ค่าในโลกของมนุษย์ผิวขาว แต่กลับกลายมาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในโลกของมนุษย์ผิวสีฟ้า... จริงอยู่ว่า Avatar อาจเปิดศักราชใหม่ให้แก่โลกภาพยนตร์ในแง่เทคโนโลยี แต่หากมองในแง่เนื้อหาและทัศนคติแล้ว มันกลับเป็นเพียงฝันเปียกที่ตกค้างมาจากยุคล่าอาณานิคม