วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

Her

นึกไม่ถึงจริงๆว่า หนังเรื่อง Her ของสไปค์ จอนซ์ จะเป็นหนังที่ให้ทั้งความรู้สึกอบอุ่น, ละเมียดละไม อ่อนหวานและโรแมนติกได้ถึงขนาดนี้ และอารมณ์อันแสนบรรเจิดและงดงามเหล่านั้นเล่นงานข้าพเจ้าโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะเมื่อคำนึงว่า งานเก่าๆ ของจอนซ์อันได้แก่หนังอย่าง Being John Malkovich, Adaptation, Where the Wild Things Are ล้วนแล้วเป็นหนังที่ทั้ง Wierd ทั้งพิลึกพิลั่น มันก็ทำให้อดทำนายทายทักล่วงหน้าไม่ได้ว่า มู้ดและโทนของหนังเรื่อง Her ก็ไม่น่าจะฉีกตัวเองไปได้แสนไกลถึงเพียงนั้น
แน่นอนว่าความพิลึกพิลั่นยังคงอยู่ครบถ้วน ตัวเอกของเรื่องตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กับระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า os (ความรักช่างไม่มีพรมแดนจริงๆ) และในขณะที่พล็อตมันดูเหมือนพัฒนาไปสู่ความเหลวไหลไร้สาระมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนทำหนังสามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับระบบโอเอส ซึ่งไม่มีแม้แต่ตัวตน และดำรงอยู่เพียงแค่เสียงพูด-กลายเป็นเรื่องซีเรียสจริงจังขึ้นมา และมีลำดับขั้นตอนหรือพัฒนาการที่ไม่ได้แตกต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวจริงๆ กระทั่งคนดูรู้สึกแคร์ และความ Irony อยู่ตรงที่ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ‘เธอ’ หรือในชื่อที่เธอเรียกตัวเองว่า ซาแมนธ่า ผู้ซึ่งเป็นเพียง ‘อัลกอริธึ่ม’ ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์-ก็เริ่มแสดงออกถึงความเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือการพูดไปพร้อมกับถอนหายใจ ซึ่งระบบปฏิบัติการอย่างเธอไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพื่อการฟอกเลือด หรือเพื่อการสันดาปแต่อย่างใด
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว เส้นเรื่องที่ว่าด้วยโรแมนซ์ระหว่างคนกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์-ก็ไมไ่ด้มีจุดหมายปลายทางเพียงเท่านั้น แต่นำไปสู่การตั้งคำถามที่ใหญ่โต-ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และแน่นอน มนุษย์กับเทคโนโลยี แต่ไม่ว่าใครจะแปลความหมายของหนังเรื่องนี้ว่าอย่างไร อย่างหนึ่งที่น่าเชื่อว่าทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องกันก็คือ ‘ซาแมนธา’ ช่างเป็นซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ทั้งมีเสน่ห์เย้ายวนและเซ็กซี่

The Wolf Of Wallstreet

wolf

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

MARY IS HAPPY , MARY IS HAPPY.

เอาเข้าจริงๆชื่อหนังแมรี่มีความสุข แมรี่มีความสุข ซ้ำสองครั้งนั้นไม่ใช่ประโยคบอกเล่าว่า แมรี่มีความสุข แต่เป็นประโยคคำสั่งเป็นคำอาขยานสำหรับท่องจำ บอกตัวเองให้มีความสุขซึ่งไม่ได้แทนอะไรนอกจากความไม่มีความสุข  -69
และความไร้สุขของแมรี่เป็นสิ่งที่คลุมเครืออย่างยิ่ง อธิบายไม่ได้อย่างยิ่งไม่ใช่เพราะแมรี่หลงอยู่ในโลกเหวอเซอร์เรียลที่มีแต่โรงเรียนฟาสซิสต์ มีชุดเดียวให้สวมใส่หรือมีแต่คนที่แอบรักชั่วนิรันดร์  -51
แต่ความไร้สุขของแมรี่เกิดจากความพยายามจะตั้งคำถามในโลกที่มีแต่คำสั่งพยายามจะควบคุมในโลกที่ถูกควบคุมการฝ่าฝืนของแมรี่ไม่ใช่การชบถแต่เป็นการจำนนจนสงสัยว่าทำไมต้องจำนน  -24
ก็เหมือนกับการฝ่าฝืนในความจำนนที่นวพลมีต่อทวิตเตอร์410ข้อความของแมรี่มาโลนีซึ่งเป็นต้นทางของหนังเรื่องนี้  34
การสร้างบทขึ้นจากโครงข้อความไม่มีที่มาที่ไปทำคล้ายกับการแต่งเรื่องจากภาพ การเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีกฏว่าจงทำตาม แล้วนวพลก็ทำหนังสือรุ่นจากกฏเหล่านั้นอีกที -16
โลกของแมรี่ในหนังเรื่องนี้จึงเป็นโลกที่ลักลั่นไม่ต่อเนื่องสะดุดติดขัด สะเปะสะปะ บางครั้งก็เป็นโลกของการตีความtextมากกว่าจะเล่าเรื่อง  6
อาจจะเป็นความน่ารำคาญได้พอๆกับความตลกขบขันที่โลกของแมรี่บัดเดี๋ยวกวาดห้องบัดเดี๋ยวไปปารีสบัดเดี๋ยวเข้าป่า บัดเดี๋ยวยิงแกสน้ำตา 13
แต่ในอีกทางหนึ่งโลกสะเปะสะปะที่สร้างขึ้นใหม่กลับฉายภาพความเป็นไปของตัวทวิตเตอร์เอง ของโลกในsocial network ที่อันที่จริงล้วนแต่สะดุดติดขัด ไม่ต่อเนื่อง ไม่สมจริง ไม่มีเหตุผล -32
เช่นเดียวกับโลกของแมรี่ ในทวิตเตอร์ข้อความสั้นๆไม่อาจบรรจุทุกใจความได้ ไม่มีกระทั่งความต่อเนื่องเมื่อถูกจำกัดด้วยความยาว  19
หนำซ้ำการเรียงลำดับแบบ twitter ที่ย้อนเอาใหม่ไว้บน และโดนเบียดแทรกด้วยข้อความของผู้อื่นยิ่งทำให้โลกในtwitter สะดุดหยุดขาด ไม่ปะติดปะต่อ เป็นเพียงโครงร่างซึ่งอาจจะเชื่อมหรือไม่เชื่อมถึงกันก็ได้  -53
นอกเหนือไปจากนี้ในโลกที่นวพลสร้างขึ้นยังสะท้อนกลุ่มอาการ แต่งเรื่องจากภาพทั้งสำหรับผู้เขียนข้อความและผู้อ่านข้อความ 24
ความจำกัดเปิดช่องให้จินตนาการทำงานเติมน้ำเสียง บรรยากาศ ภาพ ลงในข้อความที่ที่จริงไม่ได้บอกอะไรเลย 4
ฉากอย่างการไปปารีส หรือไปเข้าป่าอาจเป็นเพียงความเปรียบในใจของเจ้าของทวีต แต่เมื่อมันกลายเป็นภาพในหัวมันก็สามารถกลายเป็นการไปจริงๆ ภาพจากเรื่องกลายเป็นสิ่งที่แตกต่างทั้งในหัวคนเขียน คนอ่านและคนทำ โลกสะเปะสะปะของนวพลจึงขยายตัวออกไปไม่หยุดยั้ง  -101
โลกแบบกึ่งจริงกึ่งฝันราวกับหนังญี่ปุ่นยุคชุนจิ อิไว หรืออะไรต่อมอิอะไรสไตล์อะนาลอกจึงทำหน้าที่เป็นเพียงภาพขยายในหัวของคนทำโดยไม่ต้องอ้างอิงกับความจริงโลกจริง -18
การจินตนการที่จากทวิตที่เป็นแค่เนื้อเพลง หรือ คำเปรียบเปรย ให้ออกมาเป็นภาพเหนือจริง ทั้งสังคโลก ป่า หรือกระทั่งลดทอนความจริง เช่นหนังสือฟอนท์เดียวสีเดียวที่แมรี่อ่าน เป็นรูปแบบของจินตนภาพที่มีต่อข้อความอันจำกัดและไม่มีที่มาที่ไปรองรับได้อย่างน่าสนใจทั้งสิ้น  -118
แต่สิ่งที่น่าสนใจก้ไมไ่ด้มีเพียงแค่โครงสร้างของหนังหากคือตัวเนื้อหาของหนังที่สอดรับกับโครงสร้างในระดับหนึ่งและสะท้อนภาพความขัดขืนของการยอมจำนนในอีกระดับหนึ่ง  -19
ในโลกของแมรี่เธอไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมต้อง จงทำตาม ในโลกของแมรี่ เมื่อเขาบอกให้ทำตามเธอทำตาม 47
ในโลกของแมรี่เธอพยายามขัดขืนเล็กๆน้อยๆเช่นการพยายามคอย magic hour การขัดขืนเล็กๆของเธอเป็นการขัดขืนในกรอบของการยอมจำนน 21
ในโลกของแมรี่แม้จะมีครูใหญ่ผเด็จการ เธอก็จะคิดถึงการไปกินโตเกียวรอชายคนที่แอบรัก กระทั่งความรักของแมรี่ยังไม่ใช่การขบถเพราะเธอแค่รอให้เขาบอกรัก ความแร่ดที่เธอสร้างขึ้นเป็นการขัดขืนต่อการยอมจำนนต่อไอ้หน้าหนวด -67
ในโลกของแมรี่เธอไม่อาจแม้แต่จะยอมรับต่อหน้าครูว่าซูริเขียนถึงเธอ เพราะเธอยอมจำนน การขัดขืนของเธอจึงมีแต่การคิดถึงเพื่อนที่จากไปขณะที่เธอก็ค่อยๆสูญเสียการควบคุมทุกอย่างไป สัยสนอยู่ในฐานะของขบถหัวอ่อนไหว -62
Magic Hour ,หนังสือรุ่น และหนุ่มขนมโตเดียวจึงไม่ได้เป็นอะรนอกจากภาพแทนความล้มเหลวของการขบถนิยมการจำนน ผลที่เธอได้รับจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าความไร้สุขอันคลุมเครือ  -21
อันที่จริงแล้วสภาวะ passive ง่อยเปลี้ยเสียขาทำนองนี้ไม่ได้เพียงปรากฏอยู่ในหนังของนวพลหากยังเป็นกลุ่มอาการที่พบได้ในหนังไทยรุ่นใหม่จำนวนมาก  ราวกับเป็นกลุ่มอาการร่วมของคนชั้นกลางที่ห่างไกลจากการต่อสู้ พวกเขาหรือเธอมองเห็นปัญหา ความไม่ชอบมาพากล แต่อยู่ไกลเกินกว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่เข้าใจพอที่จะวิพากษ์ ความขบถอันคลุมเครือ ความง่อยเปลี้ยเสียขา และความอึดอัดขัดข้องจึงเป็นรูปแบบการแสดงออกที่ซื่อตรงต่อความคิดของตัวเองมากที่สุด -286
การกล่อมให้ตัวเองมีความสุขของแมรี่จึงเป็นทางออกภาพแทนของการขัดขืนอย่างจำนนหลังจากหนังสือรุ่นใช้ฟิล์มสี่ร้อยและมีหน้าปกเป็นรูปมังคุด 9
ทั้งหมดทั้งมวลจึงย้อนกลับมาที่ชื่อหนัง ซึ่งอันที่จริงแล้วมันกล่าวว่า พูดตามครูนะจ้ะ  แมรี่มีความสุข แมรี่มีความสุข และแมรี่พูดตามอย่างฝืดเฝือ เทอมสุดท้ายพ้นผ่านความรักพ้นผ่าน เพื่อนรักจากไปไม่หวนกลับ แมรี่ผู้ไร้สุขและไม่รู้ว่าทำไม -90