วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

The Lunchbox

The Lunchbox

สปอยมั้งไม่แน่ใจ

เราเชื่อว่าใครๆก็เคยขึ้นรถเมล์ผิด ขึ้นรถไฟผิดขบวน แม่งคือทางใหม่ที่แปลกตา ผิดที่ผิดเวลา ทางที่เราเกือบจะหลงใหลไปกับความสวยงามแล้ว แต่สุดท้ายยังไงเราก็กลับมาที่ทางเดิมที่ถูกต้อง ทางที่แสนน่าเบื่อไม่น่าตื่นเต้น ที่ผ่านมาก็แค่แวะเวียนมาให้เราชุ่มฉ่ำหัวใจจนเกือบจะเสียความเป็นตัวเองแค่นั้นแหละ นี่ไม่ใช่ยุคสมัยที่จะเกิดความรักกันผ่านเพื่อนในจดหมายทั้งๆที่ไม่รู้จักหรอก นี่มันโลกของอีเมล์ โลกที่วุ่นวายโลกที่ใครๆก็ต้องทำงานหาเงิน เป็นโรคป่วยและต้องใช้เงินรักษาทั้งนั้นแหละ แม่งน่าเบื่อแม่งเศร้าเว่ย

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รักโง่ๆ


เวลาพูดถึงความรัก หลายคนชอบบอกว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์ เหตุผลไม่เกี่ยว หรือไม่ก็เป็นเรื่องของหัวใจ ยากจะหักห้าม แม้ว่าในความจริงแล้วเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีในสมองโดยตรงก็ตาม และเนื่องจากมันถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับอารมณ์มากกว่าเหตุผลนี่เอง ความรักจึงมักจะกลายเป็นที่มาของพฤติกรรมบ้าๆ บอๆ ดูไร้สติ ไร้เหตุผลเมื่อมองจากสายตาของคนนอก และนั่นเองได้จุดประกายเริ่มต้นให้กับหนังอย่าง รักโง่ๆ ซึ่งเน้นถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ไม่อาจ เป็นไปได้” หรือพูดง่ายๆ คือ ไม่อาจลงเอยอย่างสุขสมในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่ผู้หญิงตกหลุมรักเกย์บ้างล่ะ ผู้ชายตกหลุมรักทอมบ้างล่ะ การแอบชอบคนที่เขาไม่ได้ชอบเรา หรือกระทั่งการพยายามฉุดยื้อคนรักที่ต้องการจะไป
มองเผินๆ ชื่อหนังเหมือนจะด่วนสรุปอย่างง่ายดายว่ามันเป็นความเขลาที่มนุษย์เรายอมตรอมตรม จมปลัก แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าไม่อาจได้เขา/เธอมาครอบครอง ราวกับหนังกำลังมองความรักด้วยท่าทีเยาะหยัน เสียดสี ซึ่งนั่นเป็นจริงในระดับหนึ่ง แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของหนังแล้วจะพบว่า มันยังคงเดินตามสูตรเชิดชูอุดมคติแห่งรักโรแมนติก และแน่นอนลงเอยด้วยการปลุกปลอบคนดูให้อิ่มเอมไปกับความรัก ที่แม้ว่าคราวนี้อาจไม่ลงเอยอย่างสุขสม แต่สุดท้ายก็ยังอุ่นใจที่ได้รัก... อะไรทำนองนั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามชนิดสุดขั้วกับบทเรียนความรัก หรือการปล่อยใจตามอารมณ์แบบในหนังอย่าง Birth (2004) และ The Story of Adele H (1975)
หนังเริ่มสับขาหลอกตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เมื่อปรากฏว่าเหตุการณ์เลี่ยนๆ ดูปลอมๆ ของชายหญิงคู่หนึ่งกลางสี่แยกไฟแดง ซึ่งให้อารมณ์ประมาณคลิปขอแต่งงานประเภท ยิ่งเยอะ ยิ่งดี” ที่กระจายเกลื่อนตามอินเทอร์เน็ต กลายเป็นเพียงฉากในหนังรักที่โจ (คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์กับอาร์ม (ภาคิน คำวิลัยศักดิ์กำลังนั่งดูอยู่ในโรงภาพยนตร์  ฝ่ายแรกวิพากษ์ความน้ำเน่าและคาดเดาได้ของหนังอย่างสนุกปากผ่านวอยซ์โอเวอร์ ซึ่งสอดแทรกน้ำเสียงกระทบกระแทกแดกดันเอาไว้ชัดเจน แต่แล้วเมื่อกล้องเผยให้เห็นภาพมุมกว้าง กลับกลายเป็นว่าโจเป็นคนดูเพียงคนเดียวที่ไม่ อิน” ไปกับเรื่องราวน้ำเน่าและสุดแสนจะซ้ำซากนั้น (กระทั่งหนุ่มมาดแมนอย่างอาร์มยังร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลจนเสียงวอยซ์โอเวอร์ของเธออุทานขึ้นว่า... หรือเราเองต่างหากที่ผิดปกติ!?
ฉากเปิดเรื่องข้างต้นโน้มนำและให้ความหวังว่าคนดูกำลังจะได้ชมหนังรัก ซึ่งแตกต่างจากหนังเรื่องที่อาร์มกับโจนั่งดูอยู่ หรืออย่างน้อยก็อาจนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความรักด้วยท่าทีเย้ยหยันแบบเดียวกับเสียงวอยซ์โอเวอร์ของโจ ดังนั้นจึงไม่แปลกหากในเวลาต่อมาเราจะพาลรู้สึกผิดหวังเล็กๆ เมื่อปรากฏว่าเนื้อแท้ของรักโง่ๆ ยังคงดำเนินตามกรอบภาพยนตร์แนวตลก-โรแมนติก เต็มไปด้วยฉากภาคบังคับ ตลอดจนการเร้าอารมณ์ในสไตล์มิวสิกวิดีโอ (หรือพูดอีกอย่าง คือ แทนที่หนังจะให้อาร์มตระหนักในความเพ้อเจ้อของตน แล้วเปลี่ยนมุมมองมาเป็นแบบโจ มันกลับกลายเป็นหนังซึ่งโจ คือ สาวไร้เดียงสาที่เริ่มหันมาเข้าอกเข้าใจอาร์มหลังจากเธอได้ประสบพบรักเข้ากับตัวโดยฉากที่หนักหนาสาหัสสุดคงเป็นตอนที่อาร์มถูกคนรักปฏิเสธคำขอแต่งงาน แล้วต้องนั่งรถเมล์กลับบ้านท่ามกลางสายฝนเคล้าเสียงเพลงอกหักดังสนั่น ความซ้ำซากและหนักมือในการบีบคั้นอารมณ์สามารถทำให้ฉากนั้นกลายเป็นฉากล้อเลียนได้ไม่ยาก แต่น่าเสียดายที่จุดมุ่งหมายของผู้กำกับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ หาใช่การเล่นสนุกกับแนวทางหนัง แม้ว่าหลายครั้งบทภาพยนตร์จะหยอกล้อและเสียดสีธรรมเนียมปฏิบัติของหนังแนวนี้อยู่กลายๆ
ด้วยเหตุนี้เองภาพรวมของรักโง่ๆ จึงห้อยต่องแต่งอยู่ตรงกลาง ระหว่างความเฉียบคม น่าสนใจ กับความจำเจและไร้ชั้นเชิง โดยหากมองในส่วนที่น่าสนใจจะพบว่ามันพยายามสลัดหลุดจากกรอบหนังตลก-หนังรักแบบไทยๆ ผ่านมุกตลกที่เรียกได้ว่าค่อนข้างสดใหม่ เจือลักษณะของปัญญาชน (ชั้นกลางที่ชอบเล่นเฟซบุ๊กเอาไว้ไม่น้อย กล่าวคือ มุกตลกประเภทเสริมสุขเลิกกับเป๊ปซี่ หรือ ทุนนิยมมันเหี้ยจริงๆ” คงจะพบเห็นไม่ได้บ่อยๆ ในหนัง พจน์ อานนท์ หรือ ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทสนทนาจำพวก หนีภัยสงครามเย็นไปสแกนดิเนเวีย” หรือ สาวคาตาลัน” กับ หนุ่มลิทัวเนีย” รวมไปถึงการนำเสนอเพศสภาพให้ดูมีลักษณะลื่นไหล สลับไปมา โดยไม่จำกัดอยู่แค่ชาย-หญิง หรือรักต่างเพศ แลดูจะย้อนแย้งกับลักษณะการทำหนังสไตล์อนุรักษ์นิยมของผู้กำกับอยู่ไม่น้อย
อีกจุดซึ่งผมคิดว่าเป็นความย้อนแย้งอันน่าตลก คือ รักโง่ๆ เริ่มต้นด้วยการล้อเลียนฉากขอแต่งงานกลางสี่แยกของหนังรักโง่ๆ เรื่องหนึ่ง แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการพยายามทำซึ้งในลักษณะเดียวกัน มองในแง่โครงสร้างการเล่าเรื่อง ฉาก ไม่ได้ขอแต่งงาน” ที่สนามบินอาจช่วยเชื่อมโยงฉากเปิดและปิดหนังได้ลงตัวพอดิบพอดี (อีกทั้งยังสอดคล้องกับบุคลิกของอาร์มด้วยแต่ขณะเดียวกันมันก็สร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนพอตัว เหมือนคุณเริ่มต้นด้วยการเสียดสีสิ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วคุณกลับไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่คุณเยาะหยันสักเท่าไหร่... ซึ่งจะว่าไปก็ไม่แตกต่างจากชะตากรรมของตัวละครอย่างโจ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการแดกดันอาร์ม ก่อนสุดท้ายจะโดนเอาคืนหลังจากพิษรักเล่นงานเธอเข้าบ้าง เธอเริ่มต้นด้วยการไม่ให้ราคาค่างวดกับความรัก ก่อนสุดท้ายจะกลายเป็นหญิงที่ เกิดมาเพื่อรักพี่” จนชวนให้นึกสงสัยว่าบางทีการล้อเลียน แหกกฎ หรือพยายามฮิปของรักโง่ๆ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเปลือกนอกสวยหรู แต่จิตวิญญาณภายในของมันก็ยังคงต้องการให้คนดูซาบซึ้ง เสียน้ำตา และล่องลอยไปกับความโรแมนติกเฉกเช่นหนังรักทั่วไป
นอกจากนี้ผมยังมีปัญหา (หรืออาจเรียกได้ว่าอคติส่วนตัวกับรูปแบบการสร้างหนังหลายๆ เรื่องรวมมิตรเอาไว้ในเรื่องเดียว (กรณีนี้ผมขอยกความผิดทั้งหมดให้กับ Love Actually และผู้กำกับ ริชาร์ด เคอร์ติส ซึ่งดูจะทรงอิทธิพลอย่างน่าประหลาดในหมู่นักสร้างหนังบ้านเราโดยนอกจากจะถูกผลิตซ้ำจนชวนให้เลี่ยนเอียนแล้ว ธรรมชาติของหนังรูปแบบนี้ยังส่งกลิ่นอายการตลาดมากกว่าจะเป็นการแสดงจุดยืนในเชิงศิลปะเมื่อเทียบกับหนังอย่าง Short Cuts ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน นั่นคือ ใส่เรื่องราวให้เยอะเข้าไว้ หลากหลายเข้าไว้ เพื่อจะได้กวาดคนดูในวงกว้างที่สุด (เพราะถ้าคุณไม่ชอบเรื่องนี้ อีกเรื่องก็น่าจะโดนใจได้หรือผนึกพลังดาราให้แข็งแกร่งขึ้น เช่น กรณีหนังเทศกาลปีใหม่กับวาเลนไทน์ของ แกรี มาร์แชล เป็นต้นแน่นอน เมื่อหนังมีลักษณะเหมือนรวมเรื่องสั้น จึงไม่แปลกที่คนดูจะรู้สึกชอบและสนใจแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน ต่างกันตรงที่ในหนังประเภทนี้ ทุกเรื่องถูกตัดสลับเข้าด้วยกันแทนที่จะเล่าจนจบไปเป็นเรื่องๆ ส่งผลให้อารมณ์คนดูขาดตอนเป็นห้วงๆ เพราะเราย่อมอยากจะให้ตอนที่เราสนใจมีเวลามากขึ้น และรู้สึกเบื่อหน่ายกับตอนที่เราไม่สนใจ ที่สำคัญเวลาอันจำกัดย่อมทำให้ตัวละครและเรื่องราวไม่อาจพัฒนาไปถึงขีดสุดแห่งศักยภาพได้
เช่นเดียวกับหนังอย่าง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น และ รักแรกกระแทกจิ้น ข้อดี คือ ทุกคนมีตัวเลือกให้ อินได้มากขึ้น บางคนอาจสนุกเพลิดเพลินกับการต่อปากต่อคำของโจกับอาร์ม ขณะที่บางคนอาจชื่นชอบตัวละครอย่างพริกแกง ซึ่งเป็นตัวแทนของแฟนตาซีร่วมสมัยเกี่ยวกับสาววัยทำงานที่แอบกรี๊ดหนุ่มหล่อ ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องราวของเธอเป็นตอนที่เรียกเสียงฮาได้มากสุด และ ธิติรัตน์ โรจน์แสงรัตน์ ก็ถ่ายทอดเสน่ห์เฉพาะตัวผสมเข้ากับจังหวะตลกที่กลมกล่อมได้ในระดับใกล้เคียงกับ คริส หอวัง จากหนังเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมกลับคิดว่าพลอยพิณ (กานต์พิชชา พิชยศคือ ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในเรื่อง เพราะบทภาพยนตร์วาดภาพเธอให้ดูสมจริง มีเลือดมีเนื้อ และค่อนข้างน่าค้นหา โดยเธอเปรียบเสมือนจุดกึ่งกลางระหว่างอาร์มกับโจ กล่าวคือ เธอไม่ได้มีไอเดียเกี่ยวกับความรักที่ยิ่งใหญ่ อลังการในแบบคนแรก แต่ก็ไม่ได้มองความรักด้วยแววตาเย้ยหยันแบบคนหลัง (ก่อนเธอจะถูกศรรักปักอกเสียทีเดียว 
คนดูไม่อาจทราบแน่ชัดว่าจริงๆ แล้วทำไมพลอยพิณจึงตอบปฏิเสธอาร์ม แต่คำอธิบายของเธอก็ฟังดูจริงใจและตรงไปตรงมา (อีกทั้งยังทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้าที่ไม่ได้หลอมละลายไปกับอนาคตของการได้เป็นเมียและแม่) เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็รู้สึกดีๆ กับอาร์ม (เธอเป็นฝ่ายเดินเกมรุกในฉากจูบบนรถแต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความสงสัย ไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นชีวิต มีประสบการณ์ หรือได้พบเจอผู้คนมามากพอจะตัดสินใจครั้งสำคัญนี้หรือไม่... หรือบางทีเหตุผลง่ายๆ อาจเป็นแค่ว่าเธอไม่ได้รักเขามากเท่ากับเขารักเธอ มันก็เท่านั้น
น่าผิดหวังตรงที่หนังตัดสินใจทรยศเสน่ห์ของตัวละครนี้เพื่อเร้าอารมณ์คนดูในฉากไคล์แม็กซ์ เมื่อเธอพยายามจะขอลงจากเครื่องบินและกลับไปหาอาร์ม พฤติกรรมดังกล่าวดูย้อนแย้งกับบุคลิกของตัวละครที่ปูพื้นมาก่อนหน้านี้อย่างหนักจนทำให้มันขาดความน่าเชื่อถือ อะไรคือความแตกต่างระหว่างการเช่าโรงหนังทั้งโรงกับจ้างวงดนตรีมาเล่นที่สนามบิน ถ้าเธอตอบปฏิเสธในครั้งแรก ทำไมเธอถึงกลับจะเปลี่ยนใจในครั้งที่สอง หรือว่าเธอเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวงแทตทูคัลเลอร์ จนไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียเวลาเปล่าที่อุตส่าห์มาช่วยสร้างบรรยากาศ?! เข้าใจว่าฉากนี้มีจุดประสงค์เพื่อล้อเลียนไคล์แม็กซ์หนังรักทั่วๆ ไป ที่นางเอกเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน และขอให้เครื่องบินหยุดในนาทีสุดท้าย (ซึ่งในชีวิตจริงมันเป็นไปไม่ได้) แต่การต้องเสียสละตัวละครเพื่อสังเวยให้กับแก๊กตลก หรือการเร้าอารมณ์แบบตื้นๆ ว่าเธอจะลงจากเครื่องได้หรือไม่ ดูแล้วยังไงก็ได้ไม่คุ้มเสีย และสุดท้ายแล้วยิ่งทำให้รักโง่ๆ ใกล้เคียงกับหนังรักที่มันกำลังล้อเลียนอยู่เสียมากกว่า แตกต่างเพียงการพลิกตลบในแง่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ไคล์แม็กซ์ข้างต้นทำให้ผมนึกถึงฉากจบของหนังเรื่อง Manhattan เมื่อ วู้ดดี้ อัลเลน พยายามจะฉุดรั้งไม่ให้ แมเรียล เฮมมิงเวย์ อดีตแฟนสาวอายุคราวลูก ไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ เพราะเขากลัวว่าเธอจะได้พบเจอผู้คนมากมาย ได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้สัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น จนสุดท้ายแล้วความรักที่เธอเคยมีให้เขาก็จะค่อยๆ จางหายไป แต่สุดท้ายแล้วถึงเขาจะพยายามหว่านล้อมเพียงใด เธอก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ ไม่ใช่เพราะเธอหมดรักเขา แต่เพราะเธอเชื่อมั่นว่าปัจจัยเหล่านั้นมันไม่ได้สำคัญแต่อย่างใด พร้อมกับพูดสรุปว่า ทุกคนใช่จะมีใจโลเลเสมอไป คุณควรมีศรัทธาในตัวมนุษย์บ้าง
บางทีความโง่ของอาร์มอาจไม่ใช่การหลงรักคนที่ไม่ใช่ (แบบเดียวกับตัวละครอื่นๆแต่เป็นการขาดศรัทธาในความรักและในตัวมนุษย์ต่างหาก

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

Her

นึกไม่ถึงจริงๆว่า หนังเรื่อง Her ของสไปค์ จอนซ์ จะเป็นหนังที่ให้ทั้งความรู้สึกอบอุ่น, ละเมียดละไม อ่อนหวานและโรแมนติกได้ถึงขนาดนี้ และอารมณ์อันแสนบรรเจิดและงดงามเหล่านั้นเล่นงานข้าพเจ้าโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะเมื่อคำนึงว่า งานเก่าๆ ของจอนซ์อันได้แก่หนังอย่าง Being John Malkovich, Adaptation, Where the Wild Things Are ล้วนแล้วเป็นหนังที่ทั้ง Wierd ทั้งพิลึกพิลั่น มันก็ทำให้อดทำนายทายทักล่วงหน้าไม่ได้ว่า มู้ดและโทนของหนังเรื่อง Her ก็ไม่น่าจะฉีกตัวเองไปได้แสนไกลถึงเพียงนั้น
แน่นอนว่าความพิลึกพิลั่นยังคงอยู่ครบถ้วน ตัวเอกของเรื่องตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กับระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า os (ความรักช่างไม่มีพรมแดนจริงๆ) และในขณะที่พล็อตมันดูเหมือนพัฒนาไปสู่ความเหลวไหลไร้สาระมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนทำหนังสามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับระบบโอเอส ซึ่งไม่มีแม้แต่ตัวตน และดำรงอยู่เพียงแค่เสียงพูด-กลายเป็นเรื่องซีเรียสจริงจังขึ้นมา และมีลำดับขั้นตอนหรือพัฒนาการที่ไม่ได้แตกต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวจริงๆ กระทั่งคนดูรู้สึกแคร์ และความ Irony อยู่ตรงที่ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ‘เธอ’ หรือในชื่อที่เธอเรียกตัวเองว่า ซาแมนธ่า ผู้ซึ่งเป็นเพียง ‘อัลกอริธึ่ม’ ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์-ก็เริ่มแสดงออกถึงความเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือการพูดไปพร้อมกับถอนหายใจ ซึ่งระบบปฏิบัติการอย่างเธอไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพื่อการฟอกเลือด หรือเพื่อการสันดาปแต่อย่างใด
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว เส้นเรื่องที่ว่าด้วยโรแมนซ์ระหว่างคนกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์-ก็ไมไ่ด้มีจุดหมายปลายทางเพียงเท่านั้น แต่นำไปสู่การตั้งคำถามที่ใหญ่โต-ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และแน่นอน มนุษย์กับเทคโนโลยี แต่ไม่ว่าใครจะแปลความหมายของหนังเรื่องนี้ว่าอย่างไร อย่างหนึ่งที่น่าเชื่อว่าทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องกันก็คือ ‘ซาแมนธา’ ช่างเป็นซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ทั้งมีเสน่ห์เย้ายวนและเซ็กซี่

The Wolf Of Wallstreet

wolf

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

MARY IS HAPPY , MARY IS HAPPY.

เอาเข้าจริงๆชื่อหนังแมรี่มีความสุข แมรี่มีความสุข ซ้ำสองครั้งนั้นไม่ใช่ประโยคบอกเล่าว่า แมรี่มีความสุข แต่เป็นประโยคคำสั่งเป็นคำอาขยานสำหรับท่องจำ บอกตัวเองให้มีความสุขซึ่งไม่ได้แทนอะไรนอกจากความไม่มีความสุข  -69
และความไร้สุขของแมรี่เป็นสิ่งที่คลุมเครืออย่างยิ่ง อธิบายไม่ได้อย่างยิ่งไม่ใช่เพราะแมรี่หลงอยู่ในโลกเหวอเซอร์เรียลที่มีแต่โรงเรียนฟาสซิสต์ มีชุดเดียวให้สวมใส่หรือมีแต่คนที่แอบรักชั่วนิรันดร์  -51
แต่ความไร้สุขของแมรี่เกิดจากความพยายามจะตั้งคำถามในโลกที่มีแต่คำสั่งพยายามจะควบคุมในโลกที่ถูกควบคุมการฝ่าฝืนของแมรี่ไม่ใช่การชบถแต่เป็นการจำนนจนสงสัยว่าทำไมต้องจำนน  -24
ก็เหมือนกับการฝ่าฝืนในความจำนนที่นวพลมีต่อทวิตเตอร์410ข้อความของแมรี่มาโลนีซึ่งเป็นต้นทางของหนังเรื่องนี้  34
การสร้างบทขึ้นจากโครงข้อความไม่มีที่มาที่ไปทำคล้ายกับการแต่งเรื่องจากภาพ การเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีกฏว่าจงทำตาม แล้วนวพลก็ทำหนังสือรุ่นจากกฏเหล่านั้นอีกที -16
โลกของแมรี่ในหนังเรื่องนี้จึงเป็นโลกที่ลักลั่นไม่ต่อเนื่องสะดุดติดขัด สะเปะสะปะ บางครั้งก็เป็นโลกของการตีความtextมากกว่าจะเล่าเรื่อง  6
อาจจะเป็นความน่ารำคาญได้พอๆกับความตลกขบขันที่โลกของแมรี่บัดเดี๋ยวกวาดห้องบัดเดี๋ยวไปปารีสบัดเดี๋ยวเข้าป่า บัดเดี๋ยวยิงแกสน้ำตา 13
แต่ในอีกทางหนึ่งโลกสะเปะสะปะที่สร้างขึ้นใหม่กลับฉายภาพความเป็นไปของตัวทวิตเตอร์เอง ของโลกในsocial network ที่อันที่จริงล้วนแต่สะดุดติดขัด ไม่ต่อเนื่อง ไม่สมจริง ไม่มีเหตุผล -32
เช่นเดียวกับโลกของแมรี่ ในทวิตเตอร์ข้อความสั้นๆไม่อาจบรรจุทุกใจความได้ ไม่มีกระทั่งความต่อเนื่องเมื่อถูกจำกัดด้วยความยาว  19
หนำซ้ำการเรียงลำดับแบบ twitter ที่ย้อนเอาใหม่ไว้บน และโดนเบียดแทรกด้วยข้อความของผู้อื่นยิ่งทำให้โลกในtwitter สะดุดหยุดขาด ไม่ปะติดปะต่อ เป็นเพียงโครงร่างซึ่งอาจจะเชื่อมหรือไม่เชื่อมถึงกันก็ได้  -53
นอกเหนือไปจากนี้ในโลกที่นวพลสร้างขึ้นยังสะท้อนกลุ่มอาการ แต่งเรื่องจากภาพทั้งสำหรับผู้เขียนข้อความและผู้อ่านข้อความ 24
ความจำกัดเปิดช่องให้จินตนาการทำงานเติมน้ำเสียง บรรยากาศ ภาพ ลงในข้อความที่ที่จริงไม่ได้บอกอะไรเลย 4
ฉากอย่างการไปปารีส หรือไปเข้าป่าอาจเป็นเพียงความเปรียบในใจของเจ้าของทวีต แต่เมื่อมันกลายเป็นภาพในหัวมันก็สามารถกลายเป็นการไปจริงๆ ภาพจากเรื่องกลายเป็นสิ่งที่แตกต่างทั้งในหัวคนเขียน คนอ่านและคนทำ โลกสะเปะสะปะของนวพลจึงขยายตัวออกไปไม่หยุดยั้ง  -101
โลกแบบกึ่งจริงกึ่งฝันราวกับหนังญี่ปุ่นยุคชุนจิ อิไว หรืออะไรต่อมอิอะไรสไตล์อะนาลอกจึงทำหน้าที่เป็นเพียงภาพขยายในหัวของคนทำโดยไม่ต้องอ้างอิงกับความจริงโลกจริง -18
การจินตนการที่จากทวิตที่เป็นแค่เนื้อเพลง หรือ คำเปรียบเปรย ให้ออกมาเป็นภาพเหนือจริง ทั้งสังคโลก ป่า หรือกระทั่งลดทอนความจริง เช่นหนังสือฟอนท์เดียวสีเดียวที่แมรี่อ่าน เป็นรูปแบบของจินตนภาพที่มีต่อข้อความอันจำกัดและไม่มีที่มาที่ไปรองรับได้อย่างน่าสนใจทั้งสิ้น  -118
แต่สิ่งที่น่าสนใจก้ไมไ่ด้มีเพียงแค่โครงสร้างของหนังหากคือตัวเนื้อหาของหนังที่สอดรับกับโครงสร้างในระดับหนึ่งและสะท้อนภาพความขัดขืนของการยอมจำนนในอีกระดับหนึ่ง  -19
ในโลกของแมรี่เธอไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมต้อง จงทำตาม ในโลกของแมรี่ เมื่อเขาบอกให้ทำตามเธอทำตาม 47
ในโลกของแมรี่เธอพยายามขัดขืนเล็กๆน้อยๆเช่นการพยายามคอย magic hour การขัดขืนเล็กๆของเธอเป็นการขัดขืนในกรอบของการยอมจำนน 21
ในโลกของแมรี่แม้จะมีครูใหญ่ผเด็จการ เธอก็จะคิดถึงการไปกินโตเกียวรอชายคนที่แอบรัก กระทั่งความรักของแมรี่ยังไม่ใช่การขบถเพราะเธอแค่รอให้เขาบอกรัก ความแร่ดที่เธอสร้างขึ้นเป็นการขัดขืนต่อการยอมจำนนต่อไอ้หน้าหนวด -67
ในโลกของแมรี่เธอไม่อาจแม้แต่จะยอมรับต่อหน้าครูว่าซูริเขียนถึงเธอ เพราะเธอยอมจำนน การขัดขืนของเธอจึงมีแต่การคิดถึงเพื่อนที่จากไปขณะที่เธอก็ค่อยๆสูญเสียการควบคุมทุกอย่างไป สัยสนอยู่ในฐานะของขบถหัวอ่อนไหว -62
Magic Hour ,หนังสือรุ่น และหนุ่มขนมโตเดียวจึงไม่ได้เป็นอะรนอกจากภาพแทนความล้มเหลวของการขบถนิยมการจำนน ผลที่เธอได้รับจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าความไร้สุขอันคลุมเครือ  -21
อันที่จริงแล้วสภาวะ passive ง่อยเปลี้ยเสียขาทำนองนี้ไม่ได้เพียงปรากฏอยู่ในหนังของนวพลหากยังเป็นกลุ่มอาการที่พบได้ในหนังไทยรุ่นใหม่จำนวนมาก  ราวกับเป็นกลุ่มอาการร่วมของคนชั้นกลางที่ห่างไกลจากการต่อสู้ พวกเขาหรือเธอมองเห็นปัญหา ความไม่ชอบมาพากล แต่อยู่ไกลเกินกว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่เข้าใจพอที่จะวิพากษ์ ความขบถอันคลุมเครือ ความง่อยเปลี้ยเสียขา และความอึดอัดขัดข้องจึงเป็นรูปแบบการแสดงออกที่ซื่อตรงต่อความคิดของตัวเองมากที่สุด -286
การกล่อมให้ตัวเองมีความสุขของแมรี่จึงเป็นทางออกภาพแทนของการขัดขืนอย่างจำนนหลังจากหนังสือรุ่นใช้ฟิล์มสี่ร้อยและมีหน้าปกเป็นรูปมังคุด 9
ทั้งหมดทั้งมวลจึงย้อนกลับมาที่ชื่อหนัง ซึ่งอันที่จริงแล้วมันกล่าวว่า พูดตามครูนะจ้ะ  แมรี่มีความสุข แมรี่มีความสุข และแมรี่พูดตามอย่างฝืดเฝือ เทอมสุดท้ายพ้นผ่านความรักพ้นผ่าน เพื่อนรักจากไปไม่หวนกลับ แมรี่ผู้ไร้สุขและไม่รู้ว่าทำไม -90