บันทึกความรู้สึกหลังไปดูมา
ระดับการสปอย : สปอยเท่าตัวอย่างหนัง (มากกว่านิดนึง 20% แต่ไม่สปอยตอนจบและไม่เสียอารมณ์เวลาดูหนัง)
หนังเกี่ยวกับ
- ถ้าอยู่มาวันนึงก็รู้ว่าลูกที่เราเลี้ยงเขามา ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเรา จะทำยังไง
- จะรักลูกที่เลี้ยงดูมาแล้วเลี้ยงต่อไป หรือจะคืนให้พ่อแม่ที่แท้จริงต่อไป ?
- อันนี้ตัวอย่างฮะ http://youtu.be/LPmYF3WSpA8
เป็นยังไงบ้าง ?
- หนังที่มีเนื้อเรื่องน้ำเน่าพล็อตก็เก่าเมืองไทยมีเยอะแยะมากมาย แอ๊ดแมวก็รู้จักแนวนี้ไม่กี่เรื่อง เท่าที่นึกออกก็มีแค่ นางทาส อกธรณี คมพยาบาท เลือดหงส์ เรือนเสน่หา แรมพิศวาส กลิ่นแก้วกลางใจ แก้วล้อมเพชร อาญารัก #นี่แกแค่นึกออกเร๊อะ!!
- แต่ความเก๋ของเรื่องนี้คือ หนังคว้ารางวัล JURY PRIZEจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์รางวัลจากเวที ลอนดอนฟิล์มเฟสติวัล และ รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ San Sebastián International Film Festival อีกด้วยนะฮะ
- ไม่แปลกที่หนังจะได้รางวัลเยอะขนาดนี้ ล่าสุดสปิลเบิร์กซื้อLike Father,Like Son ไปรีเมค เพราะหนังมันอบอุ่นและซึ้งมาก
ชอบอะไร?
- ถึงเนื้อหาหนังธรรมดาแต่หนังก็ทำได้หนัก และจุกมากๆฮะ หนังไม่ได้บิ้วให้เราต้องร้องไห้ฟูมฟายเลย
- ชอบบทสนทนาของเรื่อง พูดน้อยๆ ทำน้อยๆ แต่ได้กลับมาเยอะมาก โดยเฉพาะฉากตอนจบ คือในความที่มันจบอย่างนั้น แต่มันมีความหมายเยอะแยะมากมาย //งงป่ะ ถ้างงต้องไปดู 5555
- ชอบที่สุดคือฉากที่เรียวเซสงสัยที่ทำไมพ่อให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้นี่มันสุดยอดมากคือเทียบชั้นฉากการเผชิญหน้ากันระหว่างลุค สกายวอล์คเกอร์ ปะทะเจได อนาคิน สกายวอล์คเกอร์เลยทีเดียว
- เหมาะกะคนที่เรียนเรื่องการถ่ายภาพ หรือศึกษาเรื่องอาร์ต ไดเร็คเตอร์ เพราะหนังเรื่องนี้ภาพสวยและเป็นธรรมชาติมาก
- เด็กในเรื่องคืออภิมหึมามหาความน่ารักมาก เล่นเป็นธรรมชาติ ทั้งหนูเคตะ และเรียวเซ อย่างหนูเคตะเนี่ยแก้มยุ้ยเด้งดึ๋งน่างับที่สุด เห็นแล้วอยากย้อนเวลากลับไปเป็นเด็ก จะกินแต่ตีนไก่ซุปเปอร์จะได้ไม่เป็นโรคขาดคอลลาเจนที่หน้าอย่างทุกวันนี้ T^T
ไม่ชอบอะไร?
- หนังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ และช่องว่างให้เราค่อยๆคิดตลอดเวลา เหมาะกะคนที่ชอบดูหนังที่ตั้งคำถามปลายเปิดมากกว่าคนที่ต้องการบทสรุปที่ชัดเจน แน่นอนว่าใครไม่คุ้นกะโทนหนังนิ่งๆ เรื่อยๆ อาจไม่ชิน
- ความเป็นประโยคปลายเปิดของหนังโดยเฉพาะตอนจบ เชื่อว่ามีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ใครชอบดูหนังกลับไปคิดต่อ หนังจบคนไม่จบอะไรประมาณนี้น่าจะชอบเรื่องนี้ฮะ
- ไม่ชอบโรงหนัง sf คือดูจบกะลังอินกะหนังอยู่ดีๆเปิดไฟ เปิดเพลงขอใจเธอแลกเบอร์โทรขึ้นมาซะงั้น ปรับอารมณ์เหวี่ยงไหล่ตามท่อนฮุคเพลงแทบไม่ทัน น้ำตาเลยไม่ไหลเลย 5555
สรุป
- ปีนี้มีหนังดีๆที่เล่นประเด็นของครอบครัวมาหลายเรื่อง อย่างล่าสุดที่ประทับใจไปก็คือ About Time ใครที่ sensitive กะความรักระหว่างครอบครัว หรือใครที่มีอาการเป็นนางงามระทวยทุกครั้งที่เจอเด็กน่ารักไม่ควรพลาดเรื่องนี้
- หนังอาจจะไม่สไตล์ที่คนไทยชอบเท่าไหร่แต่อยากให้หาเวลาลองเปิดใจ เข้าไปดูหนังเรื่องนี้และค่อยๆ ซึมซับ คิดตาม รับรองว่าจะพบกะความซาบซึ้งที่น่าประทับใจแน่นอนฮะ
ให้คะแนนความชอบ 8/10
หนังฉายเฉพาะโรงภาพยนตร์ เอสเอฟ เวิลด์, ลิโด้ และเฮาส์ อาร์ซีเอ ติดตามข่าวสารหนังเรื่องนี้ได้ที่ MONGKOL CINEMA
ใครไปดูมาแล้ว....เป็นยังไงกันบ้างฮะ
เผื่อจะมีความเห็นต่างจาก #แอ๊ดแมว
เอามาเล่าให้ฟังบ้างนะฮะ ??
วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557
แผลเก่า
ได้ดูหนังเรื่อง แผลเก่า เวอร์ชั่นโพสต์โมเดิร์นของหม่อมน้อยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่า แผลเก่า ของคุณเชิด เป็นผลงานชั้นครู อย่างแท้จริง มันทั้งใช่ และถูกต้องไปซะทุกส่วน ตั้งแต่สไตล์การเล่าเรื่องแบบซื่อๆ ไม่ต้องประดิดประดอย หลายครั้งใช้เทคนิคการซูมภาพแบบเร็วอย่างที่สมัยนี้ไม่มีใครทำอีกแล้ว จังหวะจะโคนในการบอกเล่าที่ตอนแรก หนังดูตลกโปกฮา แต่อย่างค่อยเป็นค่อยไป มันก็ค่อยๆ เคร่งขรึมจริงจังมากขึ้น งานสร้างก็เช่นเดียวกัน ให้บรรยากาศ ความรู้สึกของกลิ่นโคลนสาบควาย และท้องทุ่งได้อย่างติดตรึง
การแสดงของนักแสดงที่เข้าถึงบทบาท คนดูไม่เห็นทั้งสรพงษ์ ชาตรี และนันทนา เงากระจ่าง มีแต่ไอ้ขวัญผู้ยึดมั่นในความรัก และอีเรียมที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา หรือแม้แต่การแคสต์นักแสดงสมทบ ทั้ง ป๋าส.อาสนาจินดาในบทพ่อไอ้ขวัญ สุวิน สว่างรัตน์ในบทพ่ออีเรียม ศรินทิพย์ ศิริวรรณในบทแม่อีเรียม ไปจนถึงเศรษฐา ศิระฉายาในบทจ้อย นักเลงเมืองมีน และชลิต เฟื่องอารมย์ในบทหนุ่มผู้ดีจากเมืองบางกอก ก็ล้วนแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบทที่ได้รับ มีทั้งรูปลักษณ์ที่ชัดเจนและบุคลิกโดดเด่นเฉพาะตัว
และไม่พูดไม่ได้ เพลงประกอบที่ขับร้องโดยไพรวัลย์ ลูกเพชร (และผ่องศรี วรนุช) ทั้ง ขวัญเรียม, แสนแสบ, สั่งเรียม ฯลฯ ที่กลายเป็นผลงานที่ไม่ติดอยู่ในกับดักของกาลเวลา และเกื้อกูลให้หนังยิ่งติดแน่นทนนานในความทรงจำ
ทั้งหมดที่ไล่เรียงนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากการหลงละเมอเพ้อพกอยู่กับอดีต จนไม่ยอมโงหัวขึ้นมามองปัจจุบัน หรือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง (ทำนองว่าของเก่าทำดีอยู่แล้ว และใครจะแตะต้องไม่ได้) แต่มันเกิดจากการได้ดูหนังเวอร์ชั่นล่าสุดแล้วไม่เชื่อและไม่อิน
หลายต่อหลายช่วงกลายเป็นละครเวทีบนจอเงิน เยอะและท่วมท้นตามสไตล์ของผู้กำกับ นักแสดงสมทบไม่มีแคแร็คเตอร์ชัดเจน ตรรกะของหนังหลายช่วงน่าขบขัน
ทว่าใหม่ดาวิกา นอกจากฟันไม่ดำแล้ว (อันที่จริง มันขาวแวววาวราวกับสร้อยไข่มุกที่ห้อยคอคุณหญิงทองคำเปลว) เธอยังสวมบทบาทของอีเรียมได้อย่างมีเสน่ห์ดึงดูด และพอจะช่วยให้หนังไม่ถึงกับดำดิ่งและม่องเท่งไปพร้อมๆกับสองคู่รักแห่งท้องทุ่งบางกะปิ
The Lunchbox
The Lunchbox
สปอยมั้งไม่แน่ใจ
เราเชื่อว่าใครๆก็เคยขึ้นรถ เมล์ผิด ขึ้นรถไฟผิดขบวน แม่งคือทางใหม่ที่แปลกตา ผิดที่ผิดเวลา ทางที่เราเกือบจะหลงใหลไปกั บความสวยงามแล้ว แต่สุดท้ายยังไงเราก็กลับมา ที่ทางเดิมที่ถูกต้อง ทางที่แสนน่าเบื่อไม่น่าตื่ นเต้น ที่ผ่านมาก็แค่แวะเวียนมาให ้เราชุ่มฉ่ำหัวใจจนเกือบจะเ สียความเป็นตัวเองแค่นั้นแห ละ นี่ไม่ใช่ยุคสมัยที่จะเกิดค วามรักกันผ่านเพื่อนในจดหมา ยทั้งๆที่ไม่รู้จักหรอก นี่มันโลกของอีเมล์ โลกที่วุ่นวายโลกที่ใครๆก็ต ้องทำงานหาเงิน เป็นโรคป่วยและต้องใช้เงินร ักษาทั้งนั้นแหละ แม่งน่าเบื่อแม่งเศร้าเว่ย
สปอยมั้งไม่แน่ใจ
เราเชื่อว่าใครๆก็เคยขึ้นรถ
วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557
รักโง่ๆ
เวลาพูดถึงความรัก หลายคนชอบบอกว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์ เหตุผลไม่เกี่ยว หรือไม่ก็เป็นเรื่องของหัวใจ ยากจะหักห้าม แม้ว่าในความจริงแล้วเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีในสมองโดยตรงก็ตาม และเนื่องจากมันถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับอารมณ์มากกว่าเหตุผลนี่เอง ความรักจึงมักจะกลายเป็นที่มาของพฤติกรรมบ้าๆ บอๆ ดูไร้สติ ไร้เหตุผลเมื่อมองจากสายตาของคนนอก และนั่นเองได้จุดประกายเริ่มต้นให้กับหนังอย่าง รักโง่ๆ ซึ่งเน้นถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ไม่อาจ “เป็นไปได้” หรือพูดง่ายๆ คือ ไม่อาจลงเอยอย่างสุขสมในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่ผู้หญิงตกหลุมรักเกย์บ้างล่ะ ผู้ชายตกหลุมรักทอมบ้างล่ะ การแอบชอบคนที่เขาไม่ได้ชอบเรา หรือกระทั่งการพยายามฉุดยื้อคนรักที่ต้องการจะไป
มองเผินๆ ชื่อหนังเหมือนจะด่วนสรุปอย่างง่ายดายว่ามันเป็นความเขลาที่มนุษย์เรายอมตรอมตรม จมปลัก แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าไม่อาจได้เขา/เธอมาครอบครอง ราวกับหนังกำลังมองความรักด้วยท่าทีเยาะหยัน เสียดสี ซึ่งนั่นเป็นจริงในระดับหนึ่ง แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของหนังแล้วจะพบว่า มันยังคงเดินตามสูตรเชิดชูอุดมคติแห่งรักโรแมนติก และแน่นอนลงเอยด้วยการปลุกปลอบคนดูให้อิ่มเอมไปกับความรัก ที่แม้ว่าคราวนี้อาจไม่ลงเอยอย่างสุขสม แต่สุดท้ายก็ยังอุ่นใจที่ได้รัก... อะไรทำนองนั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามชนิดสุดขั้วกับบทเรียนความรัก หรือการปล่อยใจตามอารมณ์แบบในหนังอย่าง Birth (2004) และ The Story of Adele H (1975)
หนังเริ่มสับขาหลอกตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เมื่อปรากฏว่าเหตุการณ์เลี่ยนๆ ดูปลอมๆ ของชายหญิงคู่หนึ่งกลางสี่แยกไฟแดง ซึ่งให้อารมณ์ประมาณคลิปขอแต่งงานประเภท “ยิ่งเยอะ ยิ่งดี” ที่กระจายเกลื่อนตามอินเทอร์เน็ต กลายเป็นเพียงฉากในหนังรักที่โจ (คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) กับอาร์ม (ภาคิน คำวิลัยศักดิ์) กำลังนั่งดูอยู่ในโรงภาพยนตร์ ฝ่ายแรกวิพากษ์ความน้ำเน่าและคาดเดาได้ของหนังอย่างสนุกปากผ่านวอยซ์โอเวอร์ ซึ่งสอดแทรกน้ำเสียงกระทบกระแทกแดกดันเอาไว้ชัดเจน แต่แล้วเมื่อกล้องเผยให้เห็นภาพมุมกว้าง กลับกลายเป็นว่าโจเป็นคนดูเพียงคนเดียวที่ไม่ “อิน” ไปกับเรื่องราวน้ำเน่าและสุดแสนจะซ้ำซากนั้น (กระทั่งหนุ่มมาดแมนอย่างอาร์มยังร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล) จนเสียงวอยซ์โอเวอร์ของเธออุทานขึ้นว่า... หรือเราเองต่างหากที่ผิดปกติ!?
ฉากเปิดเรื่องข้างต้นโน้มนำและให้ความหวังว่าคนดูกำลังจะได้ชมหนังรัก ซึ่งแตกต่างจากหนังเรื่องที่อาร์มกับโจนั่งดูอยู่ หรืออย่างน้อยก็อาจนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความรักด้วยท่าทีเย้ยหยันแบบเดียวกับเสียงวอยซ์โอเวอร์ของโจ ดังนั้นจึงไม่แปลกหากในเวลาต่อมาเราจะพาลรู้สึกผิดหวังเล็กๆ เมื่อปรากฏว่าเนื้อแท้ของรักโง่ๆ ยังคงดำเนินตามกรอบภาพยนตร์แนวตลก-โรแมนติก เต็มไปด้วยฉากภาคบังคับ ตลอดจนการเร้าอารมณ์ในสไตล์มิวสิกวิดีโอ (หรือพูดอีกอย่าง คือ แทนที่หนังจะให้อาร์มตระหนักในความเพ้อเจ้อของตน แล้วเปลี่ยนมุมมองมาเป็นแบบโจ มันกลับกลายเป็นหนังซึ่งโจ คือ สาวไร้เดียงสาที่เริ่มหันมาเข้าอกเข้าใจอาร์มหลังจากเธอได้ประสบพบรักเข้ากับตัว) โดยฉากที่หนักหนาสาหัสสุดคงเป็นตอนที่อาร์มถูกคนรักปฏิเสธคำขอแต่งงาน แล้วต้องนั่งรถเมล์กลับบ้านท่ามกลางสายฝนเคล้าเสียงเพลงอกหักดังสนั่น ความซ้ำซากและหนักมือในการบีบคั้นอารมณ์สามารถทำให้ฉากนั้นกลายเป็นฉากล้อเลียนได้ไม่ยาก แต่น่าเสียดายที่จุดมุ่งหมายของผู้กำกับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ หาใช่การเล่นสนุกกับแนวทางหนัง แม้ว่าหลายครั้งบทภาพยนตร์จะหยอกล้อและเสียดสีธรรมเนียมปฏิบัติของหนังแนวนี้อยู่กลายๆ
ด้วยเหตุนี้เองภาพรวมของรักโง่ๆ จึงห้อยต่องแต่งอยู่ตรงกลาง ระหว่างความเฉียบคม น่าสนใจ กับความจำเจและไร้ชั้นเชิง โดยหากมองในส่วนที่น่าสนใจจะพบว่ามันพยายามสลัดหลุดจากกรอบหนังตลก-หนังรักแบบไทยๆ ผ่านมุกตลกที่เรียกได้ว่าค่อนข้างสดใหม่ เจือลักษณะของปัญญาชน (ชั้นกลาง) ที่ชอบเล่นเฟซบุ๊กเอาไว้ไม่น้อย กล่าวคือ มุกตลกประเภทเสริมสุขเลิกกับเป๊ปซี่ หรือ “ทุนนิยมมันเหี้ยจริงๆ” คงจะพบเห็นไม่ได้บ่อยๆ ในหนัง พจน์ อานนท์ หรือ ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทสนทนาจำพวก “หนีภัยสงครามเย็นไปสแกนดิเนเวีย” หรือ “สาวคาตาลัน” กับ “หนุ่มลิทัวเนีย” รวมไปถึงการนำเสนอเพศสภาพให้ดูมีลักษณะลื่นไหล สลับไปมา โดยไม่จำกัดอยู่แค่ชาย-หญิง หรือรักต่างเพศ แลดูจะย้อนแย้งกับลักษณะการทำหนังสไตล์อนุรักษ์นิยมของผู้กำกับอยู่ไม่น้อย
อีกจุดซึ่งผมคิดว่าเป็นความย้อนแย้งอันน่าตลก คือ รักโง่ๆ เริ่มต้นด้วยการล้อเลียนฉากขอแต่งงานกลางสี่แยกของหนังรักโง่ๆ เรื่องหนึ่ง แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการพยายามทำซึ้งในลักษณะเดียวกัน มองในแง่โครงสร้างการเล่าเรื่อง ฉาก “ไม่ได้ขอแต่งงาน” ที่สนามบินอาจช่วยเชื่อมโยงฉากเปิดและปิดหนังได้ลงตัวพอดิบพอดี (อีกทั้งยังสอดคล้องกับบุคลิกของอาร์มด้วย) แต่ขณะเดียวกันมันก็สร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนพอตัว เหมือนคุณเริ่มต้นด้วยการเสียดสีสิ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วคุณกลับไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่คุณเยาะหยันสักเท่าไหร่... ซึ่งจะว่าไปก็ไม่แตกต่างจากชะตากรรมของตัวละครอย่างโจ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการแดกดันอาร์ม ก่อนสุดท้ายจะโดนเอาคืนหลังจากพิษรักเล่นงานเธอเข้าบ้าง เธอเริ่มต้นด้วยการไม่ให้ราคาค่างวดกับความรัก ก่อนสุดท้ายจะกลายเป็นหญิงที่ “เกิดมาเพื่อรักพี่” จนชวนให้นึกสงสัยว่าบางทีการล้อเลียน แหกกฎ หรือพยายามฮิปของรักโง่ๆ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเปลือกนอกสวยหรู แต่จิตวิญญาณภายในของมันก็ยังคงต้องการให้คนดูซาบซึ้ง เสียน้ำตา และล่องลอยไปกับความโรแมนติกเฉกเช่นหนังรักทั่วไป
นอกจากนี้ผมยังมีปัญหา (หรืออาจเรียกได้ว่าอคติส่วนตัว) กับรูปแบบการสร้างหนังหลายๆ เรื่องรวมมิตรเอาไว้ในเรื่องเดียว (กรณีนี้ผมขอยกความผิดทั้งหมดให้กับ Love Actually และผู้กำกับ ริชาร์ด เคอร์ติส ซึ่งดูจะทรงอิทธิพลอย่างน่าประหลาดในหมู่นักสร้างหนังบ้านเรา) โดยนอกจากจะถูกผลิตซ้ำจนชวนให้เลี่ยนเอียนแล้ว ธรรมชาติของหนังรูปแบบนี้ยังส่งกลิ่นอายการตลาดมากกว่าจะเป็นการแสดงจุดยืนในเชิงศิลปะเมื่อเทียบกับหนังอย่าง Short Cuts ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน นั่นคือ ใส่เรื่องราวให้เยอะเข้าไว้ หลากหลายเข้าไว้ เพื่อจะได้กวาดคนดูในวงกว้างที่สุด (เพราะถ้าคุณไม่ชอบเรื่องนี้ อีกเรื่องก็น่าจะโดนใจได้) หรือผนึกพลังดาราให้แข็งแกร่งขึ้น เช่น กรณีหนังเทศกาลปีใหม่กับวาเลนไทน์ของ แกรี มาร์แชล เป็นต้นแน่นอน เมื่อหนังมีลักษณะเหมือนรวมเรื่องสั้น จึงไม่แปลกที่คนดูจะรู้สึกชอบและสนใจแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน ต่างกันตรงที่ในหนังประเภทนี้ ทุกเรื่องถูกตัดสลับเข้าด้วยกันแทนที่จะเล่าจนจบไปเป็นเรื่องๆ ส่งผลให้อารมณ์คนดูขาดตอนเป็นห้วงๆ เพราะเราย่อมอยากจะให้ตอนที่เราสนใจมีเวลามากขึ้น และรู้สึกเบื่อหน่ายกับตอนที่เราไม่สนใจ ที่สำคัญเวลาอันจำกัดย่อมทำให้ตัวละครและเรื่องราวไม่อาจพัฒนาไปถึงขีดสุดแห่งศักยภาพได้
เช่นเดียวกับหนังอย่าง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น และ รักแรกกระแทกจิ้น ข้อดี คือ ทุกคนมีตัวเลือกให้ “อิน”ได้มากขึ้น บางคนอาจสนุกเพลิดเพลินกับการต่อปากต่อคำของโจกับอาร์ม ขณะที่บางคนอาจชื่นชอบตัวละครอย่างพริกแกง ซึ่งเป็นตัวแทนของแฟนตาซีร่วมสมัยเกี่ยวกับสาววัยทำงานที่แอบกรี๊ดหนุ่มหล่อ ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องราวของเธอเป็นตอนที่เรียกเสียงฮาได้มากสุด และ ธิติรัตน์ โรจน์แสงรัตน์ ก็ถ่ายทอดเสน่ห์เฉพาะตัวผสมเข้ากับจังหวะตลกที่กลมกล่อมได้ในระดับใกล้เคียงกับ คริส หอวัง จากหนังเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมกลับคิดว่าพลอยพิณ (กานต์พิชชา พิชยศ) คือ ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในเรื่อง เพราะบทภาพยนตร์วาดภาพเธอให้ดูสมจริง มีเลือดมีเนื้อ และค่อนข้างน่าค้นหา โดยเธอเปรียบเสมือนจุดกึ่งกลางระหว่างอาร์มกับโจ กล่าวคือ เธอไม่ได้มีไอเดียเกี่ยวกับความรักที่ยิ่งใหญ่ อลังการในแบบคนแรก แต่ก็ไม่ได้มองความรักด้วยแววตาเย้ยหยันแบบคนหลัง (ก่อนเธอจะถูกศรรักปักอก) เสียทีเดียว
คนดูไม่อาจทราบแน่ชัดว่าจริงๆ แล้วทำไมพลอยพิณจึงตอบปฏิเสธอาร์ม แต่คำอธิบายของเธอก็ฟังดูจริงใจและตรงไปตรงมา (อีกทั้งยังทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้าที่ไม่ได้หลอมละลายไปกับอนาคตของการได้เป็นเมียและแม่) เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็รู้สึกดีๆ กับอาร์ม (เธอเป็นฝ่ายเดินเกมรุกในฉากจูบบนรถ) แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความสงสัย ไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นชีวิต มีประสบการณ์ หรือได้พบเจอผู้คนมามากพอจะตัดสินใจครั้งสำคัญนี้หรือไม่... หรือบางทีเหตุผลง่ายๆ อาจเป็นแค่ว่าเธอไม่ได้รักเขามากเท่ากับเขารักเธอ มันก็เท่านั้น
น่าผิดหวังตรงที่หนังตัดสินใจทรยศเสน่ห์ของตัวละครนี้เพื่อเร้าอารมณ์คนดูในฉากไคล์แม็กซ์ เมื่อเธอพยายามจะขอลงจากเครื่องบินและกลับไปหาอาร์ม พฤติกรรมดังกล่าวดูย้อนแย้งกับบุคลิกของตัวละครที่ปูพื้นมาก่อนหน้านี้อย่างหนักจนทำให้มันขาดความน่าเชื่อถือ อะไรคือความแตกต่างระหว่างการเช่าโรงหนังทั้งโรงกับจ้างวงดนตรีมาเล่นที่สนามบิน ถ้าเธอตอบปฏิเสธในครั้งแรก ทำไมเธอถึงกลับจะเปลี่ยนใจในครั้งที่สอง หรือว่าเธอเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวงแทตทูคัลเลอร์ จนไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียเวลาเปล่าที่อุตส่าห์มาช่วยสร้างบรรยากาศ?! เข้าใจว่าฉากนี้มีจุดประสงค์เพื่อล้อเลียนไคล์แม็กซ์หนังรักทั่วๆ ไป ที่นางเอกเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน และขอให้เครื่องบินหยุดในนาทีสุดท้าย (ซึ่งในชีวิตจริงมันเป็นไปไม่ได้) แต่การต้องเสียสละตัวละครเพื่อสังเวยให้กับแก๊กตลก หรือการเร้าอารมณ์แบบตื้นๆ ว่าเธอจะลงจากเครื่องได้หรือไม่ ดูแล้วยังไงก็ได้ไม่คุ้มเสีย และสุดท้ายแล้วยิ่งทำให้รักโง่ๆ ใกล้เคียงกับหนังรักที่มันกำลังล้อเลียนอยู่เสียมากกว่า แตกต่างเพียงการพลิกตลบในแง่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ไคล์แม็กซ์ข้างต้นทำให้ผมนึกถึงฉากจบของหนังเรื่อง Manhattan เมื่อ วู้ดดี้ อัลเลน พยายามจะฉุดรั้งไม่ให้ แมเรียล เฮมมิงเวย์ อดีตแฟนสาวอายุคราวลูก ไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ เพราะเขากลัวว่าเธอจะได้พบเจอผู้คนมากมาย ได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้สัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น จนสุดท้ายแล้วความรักที่เธอเคยมีให้เขาก็จะค่อยๆ จางหายไป แต่สุดท้ายแล้วถึงเขาจะพยายามหว่านล้อมเพียงใด เธอก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ ไม่ใช่เพราะเธอหมดรักเขา แต่เพราะเธอเชื่อมั่นว่าปัจจัยเหล่านั้นมันไม่ได้สำคัญแต่อย่างใด พร้อมกับพูดสรุปว่า “ทุกคนใช่จะมีใจโลเลเสมอไป คุณควรมีศรัทธาในตัวมนุษย์บ้าง”
บางทีความโง่ของอาร์มอาจไม่ใช่การหลงรักคนที่ไม่ใช่ (แบบเดียวกับตัวละครอื่นๆ) แต่เป็นการขาดศรัทธาในความรักและในตัวมนุษย์ต่างหาก
วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557
Her
นึกไม่ถึงจริงๆว่า หนังเรื่อง Her ของสไปค์ จอนซ์ จะเป็นหนังที่ให้ทั้งความรู้สึกอบอุ่น, ละเมียดละไม อ่อนหวานและโรแมนติกได้ถึงขนาดนี้ และอารมณ์อันแสนบรรเจิดและงดงามเหล่านั้นเล่นงานข้าพเจ้าโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะเมื่อคำนึงว่า งานเก่าๆ ของจอนซ์อันได้แก่หนังอย่าง Being John Malkovich, Adaptation, Where the Wild Things Are ล้วนแล้วเป็นหนังที่ทั้ง Wierd ทั้งพิลึกพิลั่น มันก็ทำให้อดทำนายทายทักล่วงหน้าไม่ได้ว่า มู้ดและโทนของหนังเรื่อง Her ก็ไม่น่าจะฉีกตัวเองไปได้แสนไกลถึงเพียงนั้น
แน่นอนว่าความพิลึกพิลั่นยังคงอยู่ครบถ้วน ตัวเอกของเรื่องตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กับระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า os (ความรักช่างไม่มีพรมแดนจริงๆ) และในขณะที่พล็อตมันดูเหมือนพัฒนาไปสู่ความเหลวไหลไร้สาระมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนทำหนังสามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับระบบโอเอส ซึ่งไม่มีแม้แต่ตัวตน และดำรงอยู่เพียงแค่เสียงพูด-กลายเป็นเรื่องซีเรียสจริงจังขึ้นมา และมีลำดับขั้นตอนหรือพัฒนาการที่ไม่ได้แตกต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวจริงๆ กระทั่งคนดูรู้สึกแคร์ และความ Irony อยู่ตรงที่ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ‘เธอ’ หรือในชื่อที่เธอเรียกตัวเองว่า ซาแมนธ่า ผู้ซึ่งเป็นเพียง ‘อัลกอริธึ่ม’ ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์-ก็เริ่มแสดงออกถึงความเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือการพูดไปพร้อมกับถอนหายใจ ซึ่งระบบปฏิบัติการอย่างเธอไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพื่อการฟอกเลือด หรือเพื่อการสันดาปแต่อย่างใด
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว เส้นเรื่องที่ว่าด้วยโรแมนซ์ระหว่างคนกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์-ก็ไมไ่ด้มีจุดหมายปลายทางเพียงเท่านั้น แต่นำไปสู่การตั้งคำถามที่ใหญ่โต-ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และแน่นอน มนุษย์กับเทคโนโลยี แต่ไม่ว่าใครจะแปลความหมายของหนังเรื่องนี้ว่าอย่างไร อย่างหนึ่งที่น่าเชื่อว่าทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องกันก็คือ ‘ซาแมนธา’ ช่างเป็นซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ทั้งมีเสน่ห์เย้ายวนและเซ็กซี่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


