วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

Little Miss Sunshine

เล่าอย่ารวบรัดตัดความที่สุด นี่คือหนังที่ว่าด้วย ครอบครัวขี้แพ้ครอบครัวหนึ่งที่เดินทางไปด้วยกันแล้วค้นพบว่ายิ่งไปไกลก็ยิ่งค้นพบความขี้แพ้ภายในแต่ละคนมากขึ้นทุกทีๆ แน่นอน มันช่างรวบรัดและขมขื่นสิ้นดี (จนอาจพาลนึกไปว่าเป็นหนังสลดหดหู่ หากเช่นนั้นเราควรเพิ่มบางวลีลงในประโยคเมื่อสักครู่นี้ เช่นว่า แต่ยิ่งไปไกล พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจ ในความขี้แพ้เฉพาะตน และ ภูมิใจกับมัน เอาล่ะ ฟังดุมีแสงสว่างมากขึ้นมาหน่อย
เล่าอย่างยาวๆ นี่คือเรื่องครอบครัวเล็กๆที่ประกอบด้วยคุณพ่อที่เป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับเทคนิค 9ขั้นสู่การเป็นผู้ชนะ และกำลังหาทางชนะด้วยการตีพิมพ์เทคนิคของตนเอง ข้างฝ่ายคุณแม่เป็นแม่บ้านที่ใกล้เสียสติขณะพยายามเลิกสูบบุหรี่ พี่ชายของเธอเป็นอาจารย์ชาวเกย์อกหักรักคุดที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหลังารเชือดข้อมือตัวเองสังเวยรัก ลูกชายคนโตเป็นสาวก นิทเช่ จู่ๆวันหนึ่งก็ทำสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พูดกับใครจนกว่าจะได้เป็นนักบิน AIR FORCE ทุกวันนี้อาศัยการสื่อสารผ่านทางสมุดฉีก มีคุณปู่เป็นสิงห์ขี้ยาที่แม้จะชราภาพ ก็ยังสูดโคเดคนปื้ด ปื้ด และสบถคำหยาบเป็นไฟ ในขณะที่สมาชิกคนสำคัญคือ โอลีฟ ลูกสาวคนเล็ก ที่อ้วนปุ๊กลุ๊ก สวมแว่นตาหนาเตอะ และมีความหวังว่าตัวเองจะได้เข้าประกวด LITTLE MISS SUNSHINE และได้รางวัลเทพีหนูน้อยไปครอบครอง และทั้งเรื่องที่เหลือ คือการเดินทางไกลข้ามรัฐของครบครัวนี้ที่มีพาหนะเป็นรถตู้สีเหลืองมัสตาร์ด คันสุดกระป๋อง ที่วิ่งไปดับไป จนต้องมีแต่ช่วยกันเข็นแล้ววิ่งขึ้นรถให้ทันเท่านั้นจึงจะไปได้ เพราะเมื่ออกวิ่ง รถคันนี้ก็ห้ามหยุด!
ผลงานการกำกับชิ้นแรกของ JONATHAN DAYTON ร่วมกับ VALERIE FARIS อดีตสองผู้กำกับ มิวสิควีดีโอ ที่หันมาจับงานหนังใหญ่เป็นเรื่องแรก ทั้งคู่พาเราท่องไปบนถนนคนขี้แพ้ ด้วยเรื่องเล่าแบบ ROAD MOVIE ที่ขบขัน และขมขื่น
หนังใช้รถกระป๋องหนึ่งคันทดแทนความหมายโดยรวมของครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้ รถที่ดูภายนอกก็ไม่ได้เลวร้าย แต่เมื่อวิ่งไปวิ่งไป ก็หยุดไม่ได้ ถ้าจอดก็ต้องช่วยกันเข็น แตรดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย(และไม่มีหยุด) ไปจนถึงประตูที่เปิดปุ๊บก็ร่วงผลอยไปในทันที
แน่นอนครอบครัวHOOVER ไม่สมประกอบ และพวกเขาไม่ได้ปกปิดมัน ยิ่งหนังเดินทางไปข้างหน้า ความไม่สมประกอบก็ยิ่งฉายชัด และที่น่าสนใจคือมันไม่ใช่หนังที่ว่าด้วยการคลี่คลายปัญหาค้างคาใจในครอบครัว ไม่ใช่หนังที่ทำให้ตัวละครเอาชนะอุปสรรคแล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แต่มันเป็นเรื่อง ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะที่ตัวละครค้นพบในหนังไม่ใช่ทางชนะแต่เป็นการไม่มีทางชนะ ไม่ว่าจะดำเนินการตาม เก้าขั้นแห่งความสำเร็จหรือไม่
ในครึ่งแรกหนังทำท่าจะดำเนินรอยตาม AMERICAN BEAUTY ที่ว่าด้วยการแฉ ความบ้าคลั่งความสำเร็จแบบอเมริกัน โดยเฉพาะฉากในร้าอาหารที่คุณพ่อ พยายามจะบีบคั้นให้ลูกสาวคนเล็กไม่สั่งไอศครีม แต่นับเป็นโชคที่หนังไม่ดำเนินตามทางนั้น เพราะที่เราได้เห็นคือสมาชิกในครอบครัวที่เหลือพยายามช่วยเหลือหนูน้อยให้รอดตายทางวิญยาณได้อย่างวุดหวิด ก่อนที่จะต้องผลัดกันช่วยกันและกันไปรอดตายทางวิญญาณไปตลอดจนจบเรื่อง
ช่วงท้ายของหนัง นั้นสนุกสนานครึกครื้นเป็นอย่างยิ่งเมื่อครอบครัว (ทั้งที่ยังอยู่และไม่อยู่แล้ว) มาถึงกองประกวด และค้นพบว่าการประกวดเด็ก เป็นเวทีสุดสยองที่ยิ่งกว่านรก หนังเสียดสีความสำเร็จในมุมมองของ อเมริกันชนได้อย่างชวนตะลึง ท่ามกลางการประกวดที่เต็มไปด้วยเด็กๆที่แต่งตัวเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ (และผู้ชมพอใจอย่างยิ่ง ) ดุเหมือนจะมีหนูน้อยOLIVE เท่านั้น ที่เป็น ยิ่งกว่าตัวประหลาด (เธอเลือกเต้นประกอบเพลง SUPERFREAK เพลงร๊อค ที่คุณปู่จอมซ่าส์แนะนำ) และแน่นอไม่มีใครสักคนพอใจ หนังเสียดสี ความสำเร็จที่เราต่างดิ้นรนแทบตายเพื่อไขว่คว้าให้ได้มันมา เหมือนครอบครัวที่เดินทางมาตั้งไกล เพื่อจะพบว่าการประกวดเด้ก มันไร้สาระสิ้นดี
แต่ที่สำคัญไม่ใช่การชนะ มันคือการได้ทำต่างหาก หนังจึงเลือกจบ แบบที่ไม่ใช่ว่าหนูน้อยเป็นที่รักแต่อย่างใด พวกขี้แพ้ คือพวกขี้แพ้ แต่พวกเขามีรถกระป่องหนึ่งคัน และนั่นก็เยี่ยมยอดแล้ว
หนังได้การแสดงที่เยี่ยมยอดจากตัวละครหลักทุกตัว แต่แม้ ALAN ARKIN จะคว้ารางวัลประกอบชายไป แต่ตัวบะครที่ผมชอบที่สุดคือ GREG KINNEAR ที่รับบทคุณพ่อผู้แพ้ (ที่เชื่อว่ามีชัยชนะ)ได้อย่างสนุกสนานแบสุดตีน ในขณะที่ TOONI COLLETTE ประคองตัวไม่ให้สติหลุดออกมาในระดับพอดี และหนน้อย ABIGEL BRESLIN ก็ฉายแสงจนเป็น MISS SUNSHINE ไปจริงๆ
อย่างไรก็ดี แม้หนังจะหลุดเข้ามาชิงออสการ์ในปีนี้หลายรางวัล รวมถึงรางวัลหนังยอดเยี่ยมด้วย เอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้ สมบูรณ์แบบ หรือแตกต่างจนน่าทึ่ง เพราะจะว่าไป นี่คือหนังแบบที่ เดินตามสูตรหนังอินดี้ทุกประการ จนทำให้ตัวละครเป็นเพียงตัวละคร ที่มีเสน่ห์โดดเด่นชัดเจนแต่ไม่ลงลึกในมิติของมนุษย์ หนังเลือกตัดฉากแนะนำให้เห็นความเพี้ยนแต่ละคนจากนั้นก็จับทุกคนยัดใส่รถเลย หลังจากนั้นหนังก็อัดแน่นไปด้วยบทสนทนาคมคายเสียดสี เรามองเห็นด้านเพี้ยน(แต่น่ารัก) ด้านมืด(ที่น่าให้อภัย)ของตัวละคร แต่ไม่ได้เห็นพวกเขาในฐานะมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้อจริงๆ ซึ่งนี่เป็นคุรสมบัติที่เป็นข้อด้อยของหนังอินดี้ จากฝั่งอเมริกันในยุคหลังๆ ( ME AND YOU AND EVERYONE WE KNOW ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น)
แต่ถึงกระนั้นโดยส่วนตัวนี่คือหนังที่สัมผัสตัวผมอย่างรุนแรง ในช่วงท้ายของหนัง ที่น้องOLIVE ขึ้นไปเต้นกระกวดนั้น ผมร้องให้อออกมาอย่ารุนแรง (ฉากที่ทำให้รู้สึกในแบบเดียวกันนี้คือฉาก โชว์ดนตรีของไอ้หนูมาร์คัสใน ABOUT A BOY ) และหลังจากหนังจบ หนังเรื่องนี้ก็ขึ้นไปนอนรอหนังที่ชอบในรอบปีแล้วโดยไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือหนังสำหรับคนขี้แพ้ แน่นอนหนังเรื่องนี้ย่อมสร้างมาเพื่อไอ้หนุ่มหนังป่วยอย่างเรา

ด้วยเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น